กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด

กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด

06 June 2018

กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด   ภาพรวมการแจกสื่อหยุดทำร้ายพระพุทธศาสนาทั้งประเทศไทย https://www.facebook.com/notes/662322543873819/ [324] 2557 - 2561 Switzerland Liechtenstein Germany France Austria Hungary Dubai [323] 27 พฤษภาคม 2561 ร้อยเอ็ด [322] 28-28 เมษายน 2561 นครศรีธรรมราช [321] 25 มีนาคม 2561 พระนครศรีอยุธยา [320] 2560...

กระดานสนทนา

  • ไม่มีกระทู้แสดง

ความคิดเห็นล่าสุดในกิจกรรมต่าง ๆ

จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

  ข้อมูลจาก พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย (พ.ศ. 2525) (ปกสีน้ำเงิน)

 

 

จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑๐

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

 

เล่ม 3 หน้า 844-874

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓

 

พระบัญญัติ

 

๒๙. ๑๐. อนึ่ง พระราชาก็ดี ราชอำมาตย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี คหบดีก็ดี

ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปด้วยทูตเฉพาะภิกษุว่า

เจ้าจงจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้

แล้วยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร

ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า

ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้นำมาเฉพาะท่าน

ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร

ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า

พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่

พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล

ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า

ก็ใคร ๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ

ภิกษุผู้ต้องการจีวรพึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม

หรืออุบาสกให้เป็นไวยาวัจกร ด้วยคำว่า

คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย

ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้ว

เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า

คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น

ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว ท่านจงเข้าไปหา

เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล

ภิกษุผู้ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้ว

พึงทวง พึงเตือนสองสามครั้งว่า รูปต้องการจีวร

ภิกษุทวงอยู่ เตือนอยู่ สองสามครั้ง

ยังไวยาจักรนั้น ให้จัดจีวรสำเร็จได้

การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี

ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ พึงยืนต่อหน้า

๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก

เธอยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก

ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสำเร็จได้

การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี

ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้น

ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ พึงไปเองก็ได้ ส่งทูตไปก็ได้

ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ บอกว่า

ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะภิกษุใด

ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่

ท่านจงทวงเอาทรัพย์ของท่านคืน

ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียหาย

นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น.

  

ข้อมูลจาก       

พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย

(พ.ศ. 2525) (ปกสีน้ำเงิน)

เล่ม 3 หน้า 844-874

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓

 

จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑๐

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

 

[๗๐] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตะวัน

อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี

 

ครั้งนั้น มหาอำมาตย์ผู้อุปัฏฐากของท่านพระอุปนันทศากยบุตร

ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปกับทูต

ถวายแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตรสั่งว่า

เจ้าจงจ่ายจีวรด้วยทรัพย์จ่ายจีวรนี้

แล้วให้ท่านพระอุปนันทะครองจีวร

จึงทูตนั้น เข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตร

ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า

ท่านเจ้าข้า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้แล

กระผมนำมาถวายเฉพาะพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร

 

เมื่อทูตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ตอบคำนี้ กะทูตนั้นว่า

พวกเรารับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ได้

รับได้แต่จีวร อันเป็นของควรโดยกาลเท่านั้น

 

เมื่อท่านตอบอย่างนั้นแล้ว ทูตนั้นได้ถามท่านว่า

ก็ใคร ๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ

 

ขณะนั้น อุบาสกผู้หนึ่งได้เดินทางไปสู่อารามด้วยกรณียะบางอย่าง

จึงท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้กล่าวคำนี้กะทูตนั้นว่า

อุบาสกนั้นแล เป็นไวยาจักรของภิกษุทั้งหลาย

 

จึงทูตนั้น สั่งอุบาสกนั้นให้เข้าใจแล้ว

กลับเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตรแจ้งว่า

ท่านเจ้าข้า อุบาสกที่พระคุณเจ้าแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น

กระผมสั่งให้เข้าใจแล้ว ขอพระคุณเจ้าจงเข้าไปหา

เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 845

 

ขณะนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรไม่ได้พูดอะไรกะอุบาสกนั้น

 

แม้ครั้งที่สองแล ท่านมหาอำมาตย์นั้น

ก็ได้ส่งทูตไปในสำนักท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า

ขอพระคุณเจ้าจงใช้สอยจีวรนั้น

ข้าพเจ้าต้องการจะให้พระคุณเจ้าใช้จีวรนั้น

แม้ครั้งที่สอง ท่านพระอุปนันทศากยบุตร

ก็มิได้พูดอะไรกะอุบาสกนั้น

 

แม้ครั้งที่สามแล ท่านมหาอำมาตย์นั้น

ก็ได้ส่งทูตไปในสำนักท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า

ขอพระคุณเจ้าจงใช้สอยจีวรนั้น

ข้าพเจ้าต้องการจะให้พระคุณเจ้าใช้จีวรนั้น

 

ก็สมัยนั้น เป็นคราวประชุมของชาวนิคม และชาวนิคม ได้ตั้งกติกากันไว้ว่า

ผู้ใดมาภายหลัง ต้องถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ

 

คราวนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรเข้าไปหาอุบาสกนั้น

ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะเขาว่า ฉันต้องการจีวร

 

อุบาสกนั้นขอผัดว่า

ท่านเจ้าข้า โปรดรอสักวันหนึ่งก่อน

วันนี้เป็นสมัยประชุมของชาวนิคมและชาวนิคมได้ตั้งกติกาไว้ว่า

ผู้ใดมาภายหลัง ต้องถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ

 

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้กล่าวคาดคั้นว่า

ท่านจงให้จีวรแก่ฉันในวันนี้แหละ

แล้วยึดชายพกไว้

 

ครั้น อุบาสกนั้นถูกคาดคั้น

จึงจ่ายจีวรถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร

แล้วจึงได้ไปภายหลัง

 

คนทั้งหลายพากันถามอุบาสกนั้นว่า

เหตุไรท่านจึงได้มาภายหลัง

ท่านต้องเสียเงิน ๕๐ กหาปณะ

จึงอุบาสกนั้นได้เล่าเรื่องนั้นให้คนเหล่านั้นฟัง

คนทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า

พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นคนมักมาก

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 846

 

ไม่สันโดษ จะทำการช่วยเหลือคนเหล่านี้บ้าง ก็ทำไม่ได้ง่าย

ไฉนพระอุปนันทศากยบุตร เมื่ออุบาสกขอผัดว่า

ท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน ก็รอไม่ได้

 

ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนเหล่านั้น

เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่

บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย

มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา

ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า

ไฉนท่านพระอุปนันทศากยบุตร

เมื่ออุบาสกขอผัดว่า ท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน ก็รอไม่ได้

แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

 

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

 

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์

ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น

ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น

แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า

ดูก่อนอุปนันทะ ข่าวว่า เธออันอุบาสกขอผัดว่า

ท่านเจ้าข้า กรุณารอสักวันหนึ่งก่อน ก็รอไม่ได้ ดังนี้ จริงหรือ

 

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า

 

ทรงติเตียน

 

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า

ดูก่อนโฆษบุรุษ การกระทำของเธอนั่น

ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ

ไฉนเธอเมื่ออุบาสกขอผัดว่า

กรุณารอสักวันหนึ่ง จึงไม่รอเล่า

การกระทำของเธอนั่น

ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 847

 

โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

 

ทรงบัญญัติสิกขาบท

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียน

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว

ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก

ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก

ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน

ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย

ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย

ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด

อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม

การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย

ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น

ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล

เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย

อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ

เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑

เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑

เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑

เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑

เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑

เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑

เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑

เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑

เพื่อถือตามพระวินัย ๑

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แล พวกเธอพึงยกสิกขาบทนั้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 848

 

พระบัญญัติ

 

๒๙. ๑๐. อนึ่ง พระราชาก็ดี ราชอำมาตย์ก็ดี พราหมณ์ก็ดี คหบดีก็ดี

ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปด้วยทูตเฉพาะภิกษุว่า

เจ้าจงจ่ายจีวรด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ แล้วยังภิกษุชื่อนี้ให้ครองจีวร

ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า

ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้นำมาเฉพาะท่าน ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร

ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า

พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่

พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล

ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า

ก็ใคร ๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ

ภิกษุผู้ต้องการจีวรพึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม

หรืออุบาสกให้เป็นไวยาวัจกร ด้วยคำว่า

คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย

ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้ว

เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า

คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น

ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว ท่านจงเข้าไปหา

เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล

ภิกษุผู้ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้ว

พึงทวง พึงเตือนสองสามครั้งว่า รูปต้องการจีวร

ภิกษุทวงอยู่ เตือนอยู่ สองสามครั้ง

ยังไวยาจักรนั้น ให้จัดจีวรสำเร็จได้

การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี

ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ พึงยืนต่อหน้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก

เธอยืนนิ่งต่อหน้า ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ๖ ครั้ง เป็นอย่างมาก

ยังไวยาวัจกรนั้นให้จัดจีวรสำเร็จได้

การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี

ถ้าให้สำเร็จไม่ได้ ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้น

ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ถ้าให้สำเร็จไม่ได้

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 849

 

พึงไปเองก็ได้ ส่งทูตไปก็ได้

ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ บอกว่า

ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะภิกษุใด

ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่

ท่านจงทวงเอาทรัพย์ของท่านคืน ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียหาย

นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น.

 

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ

 

สิกขาบทวิภังค์

 

[๗๑] บทว่า  อนึ่ง...เฉพาะภิกษุ  ความว่า เพื่อประโยชน์ของภิกษุ

คือทำภิกษุให้เป็นอารมณ์ใคร่จะให้ภิกษุครอง

 

ที่ชื่อว่า  พระราชา  ได้แก่ ผู้ทรงราชย์

 

ที่ชื่อว่า  ราชอำมาตย์  ได้แก่

ข้าราชการผู้ได้รับความชุบเลี้ยงของพระราชา

 

ที่ชื่อว่า  พราหมณ์  ได้แก่ พราหมณ์ โดยกำเนิด

 

ที่ชื่อว่า  คหบดี  ได้แก่ เจ้าเรือน ยกพระราชา ราชอำมาตย์ พราหมณ์

นอกนั้นชื่อว่าคหบดี

 

ที่ชื่อว่า  ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร  ได้แก่ เงิน ทอง แก้วมณี แก้ว มุกดา แก้วลาย หรือแก้วผลึก.

 

บทว่า  ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้  คือ ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้เฉพาะ.

 

บทว่า  จ่าย  คือ แลกเปลี่ยน.

 

บทว่า  ให้ครอง  คือ จงถวาย.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 850

 

ถ้าทูตนั้นเข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่าทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนี้ นำมาเฉพาะท่าน

ขอท่านจงรับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร

ภิกษุนั้นพึงกล่าวต่อทูตนั้นอย่างนี้ว่า

พวกเราหาได้รับทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไม่ พวกเรารับแต่จีวรอันเป็นของควรโดยกาล

ถ้าทูตนั้นกล่าวต่อภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า

ก็ใคร ๆ ผู้เป็นไวยาวัจกรของท่านมีหรือ

ภิกษุผู้ต้องการจีวร พึงแสดงชนผู้ทำการในอาราม

หรืออุบาสกให้เป็นไวยาวัจกรด้วยคำว่า

คนนั้นแลเป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย

ไม่ควรกล่าวว่า จงให้แก่คนนั้น หรือว่าคนนั้นจักเก็บไว้

หรือว่าคนนั้นจักแลก หรือว่าคนนั้นจักจ่าย

ถ้าทูตนั้นสั่งไวยาวัจกรนั้นให้เข้าใจแล้ว

เข้าไปหาภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า

คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น

ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว

ท่านจงเข้าไปหา เขาจักให้ท่านครองจีวรตามกาล

ภิกษุผู้ต้องการจีวรเข้าไปหาไวยาวัจกรแล้วพึงทวง

พึงเตือนสองสามครั้งว่า รูปต้องการจีวร

อย่าพูดว่า จงให้จีวรแก่รูป จงนำจีวรมาให้รูป

จงแลกจีวรให้รูป จงจ่ายจีวรให้รูป

พึงพูดได้แม้ครั้งที่สอง พึงพูดได้แม้ครั้งที่สาม

ถ้าให้จัดสำเร็จได้ การให้สำเร็จได้ด้วยอย่างนี้ นั่นเป็นการดี

ถ้าให้จัดสำเร็จไม่ได้ พึงไปยืนนิ่งต่อหน้าในที่ใกล้ไวยาวัจกรนั้น

ไม่พึงนั่งบนอาสนะ ไม่พึงรับอามิส ไม่พึงกล่าวธรรม

เมื่อเขาถามว่า มาธุระอะไร

พึงกล่าวว่า รู้เอาเองเถิด

ถ้านั่งบนอาสนะก็ดี รับอามิสก็ดี กล่าวธรรมก็ดี

ชื่อว่าหักการยืนเสีย

พึงยืนได้ครั้งที่สอง พึงยืนได้แม้ครั้งที่สาม

ทั้ง ๔ ครั้งแล้ว พึงยืนได้ ๔ ครั้ง ทวง ๕ ครั้งแล้ว

พึงยืนได้ ๒ ครั้ง ทวง ๖ ครั้งแล้ว จะพึงยืนไม่ได้

ถ้าเธอพยายามให้ยิ่งกว่านั้นยังจีวรนั้นให้สำเร็จ

เป็นทุกกฏในประโยคที่

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 851

 

พยายาม เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา

ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะหรือบุคคล

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-

 

วิธีเสียสละ

 

เสียสละแก่สงฆ์

 

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า

ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน ๖ ครั้ง

เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ

ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้เป็นของจำจะสละ

เธอสละแล้วแก่สงฆ์

ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว

สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

 

เสียสละแก่คณะ

 

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป

ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า

นั่งกระโหย่งเท้าประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า

ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน ๖ ครั้ง

เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 852

 

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ

ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

 

ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า

จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ

เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย

ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว

ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

 

เสียสละแก่บุคคล

 

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

 

ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ ของข้าพเจ้า

ให้สำเร็จด้วยทวงเกิน ๓ ครั้ง ด้วยยืนเกิน ๖ ครั้ง

เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่านดังนี้.

 

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ

ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ

พึงคืนจีวรที่เสียสละแล้วให้ด้วยคำว่า

ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้

 

ในประโยคว่า ถ้าให้สำเร็จไม่ได้

พึงไปเองก็ได้ ส่งทูตไปก็ได้

ในสำนักที่ส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรมาเพื่อเธอ บอกว่า

ท่านส่งทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไปเฉพาะภิกษุใด

ทรัพย์นั้นหาสำเร็จประโยชน์น้อยหนึ่งแก่ภิกษุนั้นไม่

ท่านจงทวงเอาทรัพย์ของท่านคืน

ทรัพย์ของท่านอย่าได้ฉิบหายเสียเลย

นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น ดังนี้ ความว่า

นี้เป็นความถูกยิ่งในเรื่องนั้น.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 853

 

บทภาชนีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

 

[๗๒] ทวงเกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง

ภิกษุสำคัญว่าเกิน ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทวงเกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง

ภิกษุสงสัย ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทวงเกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง

ภิกษุสำคัญว่าไม่ถึง ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

ทุกกฏ

 

ทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง

ภิกษุสำคัญว่าเกิน ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ

ต้องอาบัติทุกกฏ

ทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง

ภิกษุสงสัย ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ

ต้องอาบัติทุกกฏ

 

ไม่ต้องอาบัติ

 

ทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง

ภิกษุสำคัญว่าไม่ถึง ยังจีวรนั้นให้สำเร็จ

ไม่ต้องอาบัติ.

  

อนาปัตติวาร

 

[๗๓] ภิกษุทวง ๓ ครั้ง ยืน ๖ ครั้ง

ภิกษุทวงไม่ถึง ๓ ครั้ง ยืนไม่ถึง ๖ ครั้ง ๑

ภิกษุไม่ได้ทวง ไวยาวัจกรถวายเอง ๑

เจ้าของทวง

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 854

 

เอามาถวาย ๑

ภิกษุวิกลจริต ๑

ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑

ไม่ต้องอาบัติแล.

 

จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ

นิสสัคคียปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑ จบ

 

หัวข้อประจำเรื่อง

 

๑. ทสาหปรมสิกขาบท ว่าด้วยการทรงอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วัน เป็นอย่างยิ่ง

๒. เอกรัตติสิกขาบท ว่าด้วยการอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้ราตรีหนึ่ง

๓. มาสปรมสิกขาบท ว่าด้วยการเก็บจีวรไว้ได้เดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง

๔. ปุราณจีวรโธวาปนสิกขาบท ว่าด้วยการให้ภิกษุณีซักจีวรเก่า

๕. จีวรปฏิคคหณสิกขาบท ว่าด้วยการรับจีวรจากมือภิกษุณี

๖. อัญญาตกวิญญัตติสิกขาบท ว่าด้วยการขอจีวรต่อเจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ

๗. ตทุตตริสิกขาบท ว่าด้วยการขอจีวรเกินกำหนด

๘. อุททิสสิกขาบท ว่าด้วยมูลค่าจีวรของเจ้าทรัพย์รายเดียว

๙. อุภินนอุททิสสิกขาบท ว่าด้วยมูลค่าจีวรของเจ้าทรัพย์สองราย

๑๐. ทูตสิกขาบท ว่าด้วยมูลค่าจีวรที่เจ้าทรัพย์ส่งมาถวาย.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 855

 

จีวรวรรคที่ ๑ สิกขาบทที่ ๑๐

พรรณนาราชสิกขาบท

 

ราชสิกขาบทว่า  เตน สมเยน  เป็นต้น

ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป:-

ในราชสิกขาบทนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:-

 

 [แก้อรรถมูลเหตุปฐมบัญญัติ]

 

สองบทว่า  อุปาสกํ สญฺาเปตฺวา  ได้แก่ ให้อุบาสกเข้าใจแล้ว.

อธิบายว่า กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า

ท่านจงซื้อจีวรด้วยมูลค่านี้แล้ว ถวายพระเถระ.

 

บทว่า  ปญฺาสพนฺโธ  มีคำอธิบายว่า ถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ.

ปาฐะว่า  ปญฺาสมฺพนฺโธ  ก็มี.

 

หลายบทว่า  อชฺชุณฺโห ภนฺเต อาคเมหิ  มีความว่า

ท่านขอรับ ! วันนี้ โปรดหยุด คือ ยับยั้ง ให้กระผมสักวันหนึ่ง.

 

บทว่า  ปรามสิ  แปลว่า ได้ยืดไว้.

 

บทว่า  ชิโนสิ  มีความว่า ท่านถูกพวกเราชนะ คือ ชนะท่าน ๕๐ กหาปณะ

อธิบายว่า ท่านจะต้องเสียให้ ๕๐ กหาปณะ.

 

บทว่า  ราชโภคโค  มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าราชอำมาตย์

เพราะมีเบี้ยเลี้ยงจะพึงบริโภคหรือพึงใช้สอย จากพระราชา.

ปาฐะว่า  ราชโภโค  ก็มี. ความว่า ผู้มีโภคะ (ความเป็นใหญ่) จากพระราชา.

 

บทว่า  ปหิเณยฺย  แปลว่า พึงส่งไป.

แต่เพราะมีอรรถตื้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมิได้ตรัสบทภาชนะ

แห่งบทว่า  ปหิเณยฺย  นั้นไว้.

ก็บทว่า  ปหิเณยฺย  นี้

พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสบทภาชนะไว้ฉันใด,

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 856

 

แม้บทว่า  จีวรํ อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ  เป็นต้น ก็ฉันนั้น

บัณฑิตพึงทราบว่า ไม่ได้ตรัสบทภาชนะไว้ เพราะมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

 

บทว่า  อาภฏํ  แปลว่า นำมาแล้ว .

 

สองบทว่า  กาเลน กปฺปิยํ  คือ โดยกาลอันถึงความสมควร.

ความว่า พวกเราจะรับจีวรที่ควร ในเวลาพวกเรามีความต้องการ.

 

บทว่า  เวยฺยาวจฺจกโร  ได้แก่ ผู้ทำกิจ,ความว่า กัปปิยการก (ผู้ทำของให้สมควร).

 

ข้อว่า  สญฺตฺโต โส มยา  มีความว่า คนที่ท่านแสดงเป็นไวยาวัจกรนั้น

ข้าพเจ้าสั่งให้เข้าใจแล้ว คือ สั่งโดยประการที่เมื่อท่านมีความต้องการด้วยจีวร

เขาจะถวายจีวรแก่ท่าน.

 

คำว่า  อตฺโถ เม อาวุโส จีวเรน  นี้ เป็นคำแสดงลักษณะแห่งการทวง (ด้วยวาจา).

จริงอยู่ คำสำนวนนี้ ควรกล่าว, อีกอย่างหนึ่ง อรรถแห่งคำว่า

อาวุโส ! รูปมีความต้องการด้วยจีวรนั้น ควรกล่าวด้วยภาษาหนึ่ง.

ลักษณะนี้ ชื่อว่าลักษณะแห่งการทวง.

ส่วนคำว่า จงให้จีวรแก่รูป เป็นต้น

 

ตรัสไว้เพื่อแสดงอาการที่ไม่ควรกล่าว.

จริงอยู่คำเหล่านี้ หรือเนื้อความของคำเหล่านี้

ไม่ควรกล่าวด้วยภาษาใดภาษาหนึ่ง.

 

ข้อว่า  ทุติยํปิ วตฺตพฺโพ ตติยํปิ วตฺตพฺโพ  มีความว่า

ไวยาวัจกรนั้น อันภิกษุพึงกล่าวคำนี้แลถึง ๓ ครั้งว่า

อาวุโส ! รูปมีความต้องการจีวร.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงกำหนดการทวง ที่ยกขึ้นแสดงในคำว่า

พึงทวงพึงเตือนสองสามครั้ง อย่างนี้แล้ว

บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงใจความโดยสังเขปแห่งบทเหล่านี้ว่า

ทฺวิตฺติกฺขตฺตุํ โจทยมาโน

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 857

 

สารยมาโน ตํ จีวรํ อภินิปฺผาเทยฺย อิจฺเจตํ กุสลํ  จึงตรัสว่า

ถ้าภิกษุสั่งไวยาวัจกรนั้นให้จัดสำเร็จ

การให้จัดสำเร็จได้อย่างนี้นั้น เป็นการดี.

เมื่อทวงถึง ๓ ครั้ง อย่างนั้น

ถ้าจัดจีวรนั้นให้สำเร็จได้ คือ ย่อมอาจเพื่อให้สำเร็จ ด้วยอำนาจ (ทำ) ให้ตนได้มา.

การจัดการให้สำเร็จได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี คือ ให้สำเร็จประโยชน์ ดี งาม.

 

คำว่า  จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกขตตุํ ฉกฺขตฺตุปรมํ ตุณฺหีภูเตน อุทฺทิสฺส าตพฺพํ  นี้

เป็นการแสดงลักษณะแห่งการยืน.

 

ก็คำว่า  ฉกฺขตฺตุปรมํ  นี้ บอกภาวนปุงสกลิงค์.

จริงอยู่ ภิกษุนี้ พึงยืนนิ่งเฉพาะจีวร ๖ ครั้งเป็นอย่างมาก.

ไม่พึงกระทำกิจอะไร ๆ อื่น. นี้เป็นลักษณะแห่งการยืน.

เพื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้นิ่ง

(ที่ตรัส) ไว้ในบทว่า  ตุณฺหีภูเตน  นั้น

 

ซึ่งเป็นสาธารณะแก่การยืนทุก ๆ ครั้งก่อน

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า  ตตฺถ คนฺตฺวา ตุณฺหีภูเตน  เป็นต้น ในบทภาชนะ.

 

[อธิบายการทวงการยืน]

 

บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า  น อาสเน นิสีทิตพฺพํ  มีความว่า ภิกษุแม้อันไวยาวัจกรกล่าวว่า

โปรดนั่งที่นี้เถิด ขอรับ ! ก็ไม่ควรนั่ง.

 

สองบทว่า  น อามิสํ ปฏิคฺคเหตพฺพํ  ความว่า แม้อันเขาอ้อนวอนอยู่ว่า

โปรดรับอามิสต่างโดยยาคูและของเคี้ยวเป็นต้น

สักเล็กน้อย ขอรับ ! ก็ไม่ควรรับ.

 

สองบทว่า  น ธมฺโม ภาสิตพฺโพ  มีความว่า แม้ถูกเขาอ้อนวอนอยู่ว่า

โปรดกล่าวมงคล หรืออนุโมทนาเถิด ก็ไม่ควรกล่าวอะไรเลย

เมื่อถูกเขาถามอย่างเดียวว่า ท่านมาเพราะเหตุอะไร ?

พึงบอกเขาว่า

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 858

 

จงรู้เอาเองเถิด ผู้มีอายุ !

จริงอยู่ คำว่า  ปุจฺฉิยมาโน  นี้

เป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.

อีกอย่างหนึ่ง ผู้ศึกษาพึงเห็นใจความใน บทว่า  ปุจฉิยมาโน  นี้

แม้อย่างนี้ว่า ถูกเขาตั้งปัญหาถาม.

จริงอยู่บุคคลใด ย่อมตั้งปัญหาถาม,

ภิกษุควรตอบบุคคลนั้นเท่านี้แล.

 

สองบทว่า  านํ ภญฺชติ  คือ ย่อมหักซึ่งเหตุแห่งการมา.

 

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงการเพิ่ม

และการลดในการทวง ๓ ครั้ง และการยืน ๖ ครั้ง ที่พระองค์ตรัสไว้แล้ว

จึงตรัสคำเป็นต้นว่า  จตุกฺขตฺตุํ โจเทตฺวา  เป็นต้น.

อนึ่ง ในพระบาลีนี้ตรัสให้ลดการยืน ๒ ครั้ง

โดยเพิ่มการทวงครั้งหนึ่ง;

เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันทรงแสดงลักษณะว่า

การทวงหนึ่งครั้งเท่ากับการยืนสองครั้ง.

มีคำอธิบายว่า โดยลักษณะดังกล่าวมานี้

ภิกษุทวง ๓ ครั้ง พึงยืนได้ ๖ ครั้ง,

ทวง ๒ ครั้ง พึงยืนได้ ๘ ครั้ง,

ทวงครั้งเดียว พึงยืนได้ ๑๐ ครั้ง,

เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า

ทวง ๖ ครั้งแล้ว ไม่พึงยืน ฉันใด

ยืน ๑๒ ครั้งแล้ว ก็ไม่พึงทวง ฉันนั้น

ดังนี้ก็มีเหมือนกัน.

 

เพราะฉะนั้น บัณฑิต พึงทราบวินิจฉัย

ในการทวง และการยืน ทั้งสองนั่นอย่างนี้ว่า

ถ้าภิกษุทวงอย่างเดียว ไม่ยืน ย่อมได้การทวง ๖ ครั้ง.

ถ้ายืนอย่างเดียว ไม่ทวง ย่อมได้การยืน ๑๒ ครั้ง.

ถ้าทวงบ้าง ยืนบ้าง พึงลดการยืน ๒ ครั้ง ต่อการทวงครั้ง ๑,

บรรดาการทวงและการยืนนั้น

ภิกษุใด ไปทวงบ่อย ๆ วันเดียวเท่านั้นถึง ๖ ครั้ง,

หรือว่าไปเพียงครั้งเดียว แต่พูด ๖ ครั้งว่า

ผู้มีอายุ รูปต้องการจีวร,

อนึ่ง ไปยืนบ่อย ๆ วันเดียวเท่านั้นถึง ๑๒ ครั้ง,

หรือว่าไปเพียงครั้งเดียว แต่ยืนในที่นั้น ๆ ๑๒ ครั้ง,

ภิกษุแม้นั้นย่อมหักการทวงทั้งหมด และการยืนทั้งหมด

ก็จะ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 859

 

ป่วยกล่าวไปไย ในเรื่องหักการทวงและการยืน

ของภิกษุผู้กระทำอย่างนี้ ในต่างวันกันเล่า ?

ข้อว่า  ยตสฺส จีวรเจตาปนํ อาภฏํ  มีความว่า

ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร ที่เขานำมาเพื่อภิกษุนั้น

จากพระราชา หรือจากราชอำมาตย์ใด.

 

ปาฐะว่า  ยตฺราสฺส  ก็มี เนื้อความอย่างนี้เหมือนกัน.

อาจารย์บางพวกสวดว่า  ยตฺถสฺส  ก็มี

และกล่าวอรรถว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร

อันเขาส่งมาเพื่อภิกษุนั้นในที่ใด.

แต่ว่า พยัญชนะไม่สมกัน.

 

บทว่า  ตตฺถ  มีความว่า ในสำนักแห่งพระราชา หรือว่าราชอำมาตย์นั้น.

จริงอยู่ คำว่า  ตตฺถ  นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถว่าใกล้.

 

ข้อว่า  น ตํ ตสฺส ภิกฺขุโน กิญฺจ อตฺถํ อนุโภติ  มีความว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรนั้นไม่ให้สำเร็จกรรมน้อยหนึ่ง

คือ แม้มีประมาณเล็กน้อย แก่ภิกษุนั้น.

 

ข้อว่า  ยุญฺชนฺตายสฺมนฺโต สกํ  มีความว่า ท่านทั้งหลายจงทวงเอาทรัพย์ของตน

คือ จงตามเอาทรัพย์นั่นคืนไปเสีย.

 

ข้อว่า  มา โว สกํ วินสฺส  มีความว่า ทรัพย์ส่วนตัวของท่านจงอย่าสูญหายไปเลย,

อนึ่ง ภิกษุใด ย่อมไม่ไปเอง ทั้งไม่ส่งทูตไป

ภิกษุนั้น ย่อมต้องทุกกฏ เพราะละเลยวัตร.

 

[ว่าด้วยกัปปิยการกและไวยาวัจกร]

 

ถามว่า ก็ในกัปปิยการกทั้งปวง จะพึงปฏิบัติอย่างนี้หรือ ?

 

แก้ว่า ไม่ต้องปฏิบัติ (อย่างนี้เสมอไป).

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 860

 

แท้จริง ชื่อว่า กัปปิยการกนี้ โดยสังเขปมี ๒ อย่าง คือ

ผู้ที่ถูกแสดง ๑

ผู้ที่มิได้ถูกแสดง ๑,

 

ใน ๒ พวกนั้น กัปปิยการกผู้ที่ถูกแสดงมี ๒ คือ

 

ผู้ที่ภิกษุแสดงอย่างหนึ่ง

ผู้ที่ทูตแสดงอย่างหนึ่ง.

 

แม้กัปปิยการกที่ไม่ถูกแสดงก็มี ๒ อย่าง คือ

กัปปิยการกผู้ออกปากเป็นเองต่อหน้า ๑

กัปปิยการกลับหลัง ๑.

 

บรรดากัปปิยการก ที่ภิกษุแสดงเป็นต้นนั้น

กัปปิยการกที่ภิกษุแสดง มี ๔ อย่าง

ด้วยอำนาจต่อหน้าและลับหลัง.

กัปปิยการกที่ทูตแสดงก็เช่นเดียวกันแล.

 

อย่างไร ?

คือบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมส่งอกัปปิยวัตถุไปด้วยทูต

เพื่อประโยชน์แก่จีวรสำหรับภิกษุ.

ทูตเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น กล่าวว่า

ท่านขอรับ !

ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ ส่งอกัปปิยวัตถุนี้

มาเพื่อประโยชน์แก่จีวรสำหรับท่าน,

ขอท่านจงรับอกัปปิยวัตถุนั้น.

 

ภิกษุห้ามว่า อกัปปิยวัตถุนี้ไม่สมควร.

 

ทูตถามว่า ท่านขอรับ ! ก็ไวยาวัจกรของท่านมีอยู่หรือ ?

และไวยาวัจกรทั้งหลายที่พวกอุบาสก

ผู้ต้องการบุญสั่งไว้ว่า

พวกท่านจงทำการรับใช้แก่ภิกษุทั้งหลาย

หรือไวยาวัจกรบางพวกเป็นเพื่อนเคยเห็นเคยคบกันมาของภิกษุทั้งหลายมีอยู่.

บรรดาไวยาวัจกรเหล่านั้น คนใดคนหนึ่ง นั่งอยู่ในสำนักของภิกษุ ในขณะนั้น.

ภิกษุแสดงเขาว่า ผู้นี้เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย ดังนี้.

 

ทูตมอบอกัปปิยวัตถุไว้ในมือของไวยาวัจกรนั้น สั่งว่า

ท่านจงซื้อจีวรถวายพระเถระ ดังนี้ แล้วไป.

นี้ชื่อว่าไวยาวัจกรที่ภิกษุแสดงต่อหน้า.

 

ถ้าไวยาวัจกร มิได้นั่งอยู่ในสำนักของภิกษุ,

อนึ่งแล ภิกษุย่อมแสดงขึ้นว่า

คนชื่อนี้ ในบ้านชื่อโน้น เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 861

 

ทูตนั้นไปมอบอกัปปิยวัตถุไว้ในมือของไวยาวัจกรนั้นสั่งว่า

ท่านพึงซื้อจีวรถวายพระเถระมาบอกแก่ภิกษุแล้วจึงไป.

ไวยาวัจกรนี้ ชื่อว่าผู้อันภิกษุแสดงไม่พร้อมหน้า อย่างหนึ่ง.

 

ก็แล ทูตนั้นมิได้มาบอกด้วยตนเองเลย แต่กลับวานผู้อื่นไปบอกว่า

ท่านขอรับ ! ทรัพย์สำหรับจ่ายค่าจีวร ผมได้มอบไว้ในมือผู้นั้น, ขอท่านพึงรับเอาจีวรเถิด.

ไวยาวัจกรนี้ ชื่อว่าผู้อันภิกษุแสดงไม่พร้อมหน้า อย่างที่สอง.

 

ทูตนั้น มิได้วานคนอื่นไปเลย, แต่ไปบอกภิกษุเสียเองแลว่า

ผมจักมอบทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไว้ในมือแห่งผู้นั้น, ขอท่านพึงรับเอาจีวรเถิด.

ผู้นี้ชื่อว่า ไวยาวัจกรที่ภิกษุแสดงไม่พร้อมหน้า อย่างที่สาม.

 

ด้วยประการดังกล่าวมานี้

ไวยาวัจกร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ

ผู้ที่ภิกษุแสดงต่อหน้าจำพวกหนึ่ง

ผู้ที่ภิกษุแสดงไม่พร้อมหน้า ๓ จำพวก

ชื่อว่าไวยาวัจกรที่ภิกษุแสดง.

ในไวยาวัจกร ๔ จำพวกนี้

ภิกษุพึงปฏิบัติ โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสไว้ในราชสิกขาบทนี้แล.

 

ภิกษุอีกรูปหนึ่งถูกทูตถามแล้ว โดยนัยก่อนนั่นแล

เพราะไวยาวัจกรไม่มี หรือเพราะไม่อยากจะจัดการ จึงกล่าวว่า

พวกเรา ไม่มีกัปปิยการก

และในขณะนั้นมีคนบางคนผ่านมา,

ทูตจึงมอบอกัปปิยวัตถุไว้ในมือของเขา แล้วกล่าวว่า

ท่านพึงรับเอาจีวรจากมือของผู้นี้เถิด แล้วไปเสีย,

ไวยาวัจกรนี้ ชื่อว่าผู้อันทูตแสดงต่อหน้า.

 

ยังมีทูตอื่นอีกเข้าไปยังบ้านแล้ว

มอบอกัปปิยวัตถุไว้ในมือของผู้ใดผู้หนึ่ง ที่ชอบพอกับตน

แล้วมาบอก หรือวานผู้อื่นไปบอกโดยนัยก่อนนั่นแล

หรือกล่าวว่า ผมจักให้ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรไว้ในมือของคนชื่อ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 862

 

โน้น, ท่านพึงรับเอาจีวรเถิด ดังนี้ แล้วไปเสีย.

ไวยาวัจกรที่ ๓ นี้ชื่อว่าผู้ที่ทูตแสดงไม่พร้อมหน้า

ด้วยประการดังกล่าวมานี้

ไวยาวัจกร ๔ จำพวกเหล่านี้

คือไวยาวัจกรที่ทูตแสดงต่อหน้าจำพวกหนึ่ง

ไวยาวัจกรที่ทูตแสดงไม่พร้อมหน้า ๓ จำพวก

ชื่อว่าไวยาวัจกรที่ทูตแสดง.

ในไวยาวัจกร ๔ จำพวกเหล่านี้

ภิกษุพึงปฏิบัติ โดยนัยดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเมณฑกสิกขาบทนั่นแล.

 

สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย มีอยู่พวกมนุษย์ที่มีศรัทธาเลื่อมใส,

มนุษย์เหล่านั้น ย่อมมอบหมายเงิน และทอง

ไว้ในมือแห่งกัปปิยการกทั้งหลายสั่งว่า

พวกท่านจงจัดของที่ควรถวายแก่พระผู้เป็นเจ้าด้วยเงินและทองนี้

 

ภิกษุทั้งหลาย ! เราอนุญาต ให้ยินดี

สิ่งของซึ่งเป็นกัปปิยะจากเงินและทองนั้น,

ภิกษุทั้งหลาย ! แต่เราหากล่าวไม่เลยว่า

ภิกษุพึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงิน โดยปริยาย ไร ๆ.

 

ในอธิการแห่งไวยาวัจกร ๔ จำพวกที่ทูตแสดงนี้

ไม่มีกำหนดการทวง.

การที่ภิกษุผู้ไม่ยินดีมูลค่า ยินดีแต่กัปปิยภัณฑ์โดยการทวงหรือการยืน

แม้ตั้งพันครั้ง ก็ควร.

 

ถ้าไวยาวัจกรนั้นไม่ให้,

แม้จะพึงตั้งกัปปิยการกอื่น ให้นำมาก็ได้.

ถ้ากัปปิยการกอื่นปรารถนาจะนำมา,

ภิกษุพึงบอกแม้แก่เจ้าของเดิม.

ถ้าไม่ปรารถนา, ก็ไม่ต้องบอก.

  

ภิกษุอีกรูปหนึ่ง ถูกทูตถามโดยนัยก่อนเหมือนกัน กล่าวว่า

พวกเราไม่มีกัปปิยการก.

คนอื่นจากทูตนั้น ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินจึงกล่าวว่า

ผู้เจริญ ! โปรดนำมาเถิด,

ผมจักจ่ายจีวรถวายพระคุณเจ้า ดังนี้.

 

ทูตกล่าวว่า เชิญเถิด ท่านผู้เจริญ !

ท่านพึงถวาย แล้วมอบไว้ในมือของผู้นั้น

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 863

 

ไม่บอกแก่ภิกษุเลย ไปเสีย.

นี้ชื่อว่ากัปปิยการกผู้ออกปากเป็นเองต่อหน้า.

 

ทูตอีกคนหนึ่งมอบอกัปปิยวัตถุไว้

ในมืออุปัฏฐากของภิกษุ หรือคนอื่นสั่งว่า

ท่านพึงถวายจีวรแก่พระเถระ แล้วหลีกไปจากที่นั่นทีเดียว.

นี้ชื่อว่า กัปปิยการกลับหลัง ;

ฉะนั้น กัปปิยการกทั้งสองนี้จึงชื่อว่า

กัปปิยการกที่ทูตไม่ได้แสดง.

ในกัปปิยการกทั้ง ๒ นี้

พึงปฏิบัติเหมือนในอัญญาตกสิกขาบทและอัปปวาริตสิกขาบทฉะนั้น.

ถ้ากัปปิยการกที่ทูตมิได้แสดงทั้งหลาย

นำจีวรมาถวายเอง ภิกษุพึงรับ,

ถ้าไม่ได้นำมาถวาย, อย่าพึงพูดคำอะไร ๆ.

 

ก็คำว่า  ทูเตน จีวรเจตาปนํ ปหิเณยฺย  นี้ สักว่าเป็นเทศนาเท่านั้น.

ถึงในพวกกัปปิยการกแม้ผู้นำอกัปปิยวัตถุมาถวาย

เพื่อประโยชน์แก่บิณฑบาตเป็นต้นด้วยตนเอง

ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

ภิกษุจะรับเพื่อประโยชน์แก่ตนเองอย่างเดียวเท่านั้น

ไม่สมควร.

 

[วิธีปฏิบัติในเรื่องเงินและทองที่มีผู้ถวาย]

 

ถ้าใคร ๆ นำเอาทองและเงินมากล่าวว่า

ข้าพเจ้าถวายทองและเงินนี้แก่สงฆ์,

ท่านทั้งหลายจงสร้างอาราม วิหาร เจดีย์

หรือหอฉันเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม,

จะรับทองและเงินแม้นี้ไม่ควร.

 

ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวไว้ว่า

ด้วยว่าเป็นทุกกฎแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

ผู้รับเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น.

ก็ถ้าเมื่อภิกษุปฏิเสธว่า

ภิกษุทั้งหลายจะรับทองและเงินนี้ ไม่สมควร.

 

เขากล่าวว่า

ทองและเงินจักอยู่ในมือของพวกช่างไม้ หรือพวกกรรมกร,

ท่านทั้งหลายจงรับทราบการงานที่เขาทำดีและไม่ดีอย่างเดียว

ดังนี้แล้ว มอบไว้ในมือพวกช่างไม้

หรือพวกกรรมกรเหล่านั้นจึงหลีกไป,

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 864

 

จะรับก็ควร,

 

ถ้าแม้น เขากล่าวว่า

ทองและเงินจักอยู่ในมือของพวกคนของผมเอง,

หรือว่าจักอยู่ในมือของผมเอง,

ท่านพึงส่งข่าวไปเพื่อประโยชน์แก่บุคคล

ผู้ที่เราจะต้องให้ทองและเงินเขาอย่างเดียว,

แม้อย่างนี้ก็ควร.

 

ก็ถ้าว่าพวกเขาไม่ระบุสงฆ์ คณะ หรือบุคคล กล่าวว่า

ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายเงิน และทองนี้แก่เจดีย์,

ถวายแก่วิหาร, ถวายเพื่อนวกรรม ดังนี้

จะปฏิเสธไม่สมควร.

พึงบอกแก่พวกกัปปิยการกว่า ชนพวกนี้กล่าวคำนี้.

 

แต่เมื่อเขากล่าวว่า

ท่านทั้งหลายจงรับเก็บไว้เพื่อประโยชน์แก่เจดีย์เป็นต้นเถิด

พึงปฏิเสธว่า การที่พวกเรารับไว้ไม่สมควร.

 

แต่ถ้าคนบางคนนำเอาเงิน และทองมามากกล่าวว่า

ข้าพเจ้าขอถวายเงินและทองนี้แก่สงฆ์,

ท่านทั้งหลายจงบริโภคปัจจัย ๔ เถิด,

ถ้าสงฆ์รับเงินและทองนั้น

เป็นอาบัติทั้งเพราะรับทั้งเพราะบริโภค.

 

ถ้าบรรดาภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุรูปหนึ่งปฏิเสธว่า สิ่งนี้ไม่ควร.

และอุบาสกกล่าวว่า

ถ้าไม่ควรจักเป็นของผมเสียเอง ดังนี้แล้วไป,

ภิกษุนั้นอันภิกษุบางรูปไม่พึงกล่าวคำอะไร ๆ ว่า

เธอทำอันตรายลาภของสงฆ์,

เพราะภิกษุใดโจทเธอ,

ภิกษุนั่นเองเป็นผู้มีอาบัติติดตัว.

แต่เธอรูปเดียวกระทำภิกษุเป็นอันมากไม่ให้เป็นอาบัติ.

 

ก็ถ้าว่า เมื่อภิกษุทั้งหลายปฏิเสธว่าไม่ควร

เขากล่าวว่า จักอยู่ในมือของพวกกัปปิยการก

หรือจักอยู่ในมือของพวกคนของผม หรือในมือของผม,

ท่านทั้งหลาย จงบริโภคปัจจัยอย่างเดียวเท่านั้น ดังนี้, สมควรอยู่.

 

อนึ่ง เขาถวายเพื่อประโยชน์แก่จตุปัจจัย

พึงน้อมไปเพื่อปัจจัยที่ต้องการ.

เขาถวายเพื่อประโยชน์แก่จีวร พึงน้อมไปในจีวรเท่านั้น.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 865

 

ถ้าว่าไม่มีความต้องการจีวรนั้น, สงฆ์ลำบากด้วยปัจจัยมีบิณฑบาตเป็นต้น

พึงอปโลกน์เพื่อความเห็นดีแห่งสงฆ์แล้วน้อมไป

แม้เพื่อประโยชน์แก่บิณฑบาตเป็นต้น.

แม้ในอกัปปิยวัตถุที่เขาถวาย

เพื่อประโยชน์แก่บิณฑบาตและคิลานปัจจัย ก็นัยนี้.

 

อนึ่ง อกัปปิยวัตถุที่เขาถวายเพื่อประโยชน์แก่เสนาสนะ

พึงน้อมไปในเสนาสนะเท่านั้น เพราะเสนาสนะเป็นครุภัณฑ์.

ก็ถ้าว่า เมื่อพวกภิกษุละทิ้งเสนาสนะไป เสนาสนะจะเสียหาย,

ในกาลเช่นนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย

แม้จำหน่ายเสนาสนะแล้วบริโภค (ปัจจัย) ได้.

 

เพราะฉะนั้น เพื่อรักษาเสนาสนะไว้

ภิกษุอย่ากระทำให้ขาดมูลค่าพึงบริโภคพอยังอัตภาพให้เป็นไป.

และมิใช่แต่เงินทองอย่างเดียวเท่านั้น,

แม้อกัปปิยวัตถุอื่นมีนาและสวนเป็นต้น อันภิกษุไม่ควรรับ.

 

[วิธีปฏิบัติในบึงและสระน้ำเป็นต้นที่มีผู้ถวาย]

 

ถ้าใคร ๆ กล่าวว่า บึงใหญ่ให้สำเร็จข้าวกล้า ๓ ครั้ง ของข้าพเจ้ามีอยู่,

ข้าพเจ้าขอถวายบึงใหญ่นั้นแก่สงฆ์,

ถ้าสงฆ์รับบึงใหญ่นั้น

เป็นอาบัติทั้งในการรับ ทั้งในการบริโภคเหมือนกัน.

แต่ภิกษุใดปฏิเสธบึงใหญ่นั้น,

ภิกษุนั้นอันภิกษุบางรูปไม่ควรว่ากล่าวอะไร ๆ

โดยนัยก่อนเหมือนกัน.

เพราะว่าภิกษุใดโจทเธอ, ภิกษุนั่นเองมีอาบัติติดตัว.

แต่เธอรูปเดียวได้ทำให้ภิกษุมากรูปไม่ต้องอาบัติ.

 

อนึ่ง ผู้ใดแม้กล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายบึงใหญ่เช่นนั้นเหมือนกัน

ถูกพวกภิกษุปฏิเสธว่า ไม่ควร,

ถ้ายังกล่าวว่า บึงโน้นและบึงโน้นของสงฆ์

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 866

 

มีอยู่,

บึงนั้นย่อมควรได้ อย่างไร ?

พึงบอกเขาว่า เขาจักทำให้เป็นกัปปิยะแล้วถวายกระมัง ?

 

เขาถามว่า ถวายอย่างไร จึงจะเป็นกัปปิยะ ?

พึงกล่าวว่า เขากล่าวถวายว่า

ท่านทั้งหลาย จงบริโภคปัจจัย ๔ เถิดดังนี้.

ถ้าเขากล่าวว่า ดีละขอรับ !

ขอท่านทั้งหลายจงบริโภคปัจจัย ๔ เถิดดังนี้, ควรอยู่.

  

ถ้าแม้น เขากล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงรับบึงเถิด

ถูกพวกภิกษุทั้งหลายห้ามว่า ไม่ควร

แล้วถามว่า กัปปิยการกมีอยู่หรือ ?

เมื่อภิกษุตอบว่าไม่มี จึงกล่าวว่า คนชื่อโน้นจักจัดการบึงนี้,

หรือว่า จักอยู่ในความดูแลของคนโน้น หรือในความดูแลของข้าพเจ้า,

ขอสงฆ์จงบริโภคกัปปิยภัณฑ์เถิด ดังนี้, จะรับควรอยู่.

ถ้าแม้นว่า ทายกนั้นถูกภิกษุปฏิเสธว่าไม่ควร

แล้วกล่าวว่า คนทั้งหลายจักบริโภคน้ำ จักซักล้างสิ่งของ,

พวกเนื้อและนกจักดื่มกิน,

แม้การกล่าวอย่างนี้ ก็สมควร.

 

ถ้าแม้นว่า ทายกถูกภิกษุปฏิเสธว่า ไม่ควร แล้วยังกล่าวว่า

ขอท่านทั้งหลายจงรับโดยมุ่งถึงของสมควรเป็นใหญ่เถิด,

ภิกษุจะกล่าวว่า ดีละ อุบาสก !

สงฆ์จักดื่มน้ำ จักซักล้างสิ่งของ

พวกเนื้อและนกจักดื่มกิน ดังนี้

แล้วบริโภค ควรอยู่.

แม้หากว่า เมื่อทายกกล่าวว่า

ข้าพเจ้าถวายบึงหรือสระโบกขรณีแก่สงฆ์

ภิกษุจะกล่าวคำเป็นต้นว่า

ดีละ อุบาสก ! สงฆ์จักดื่มน้ำ แล้วบริโภคใช้สอย

สมควรเหมือนกัน.

 

ก็ถ้า พวกภิกษุขอหัตถกรรม

และขุดกัปปิยปฐพีด้วยมือของตนเอง

ให้สร้างสระน้ำเพื่อต้องการใช้น้ำ,

ถ้าพวกชาวบ้านอาศัยสระนั้นทำข้าวกล้าให้สำเร็จ

แล้วถวายกัปปิยภัณฑ์ในวิหาร ควรอยู่.

ถ้าแม้นว่า พวกชาวบ้านนั่นแหละ

ขุดพื้นที่ของสงฆ์เพื่อต้องการอุปการะแก่สงฆ์

แล้วถวาย

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 867

 

กัปปิยภัณฑ์จากกล้าที่อาศัยสระน้ำนั้นสำเร็จแล้ว,

กัปปิยภัณฑ์แม้นี้ ก็สมควร.

ก็เมื่อเขากล่าวว่า ท่านทั้งหลาย จงตั้งกัปปิยการกให้พวกผมคนหนึ่ง

แม้ภิกษุจะตั้งก็ได้.

 

อนึ่ง ถ้าพวกชาวบ้านนั้น ถูกราชพลีรบกวนพากันหนีไป,

ชาวบ้านอื่นจักทำอยู่, และไม่ถวายอะไร ๆ แก่ภิกษุทั้งหลาย,

พวกภิกษุหวงห้ามน้ำก็ได้.

ก็แลการหวงน้ำนั้น ย่อมได้ในฤดูทำนาเท่านั้น

ไม่ใช่ในฤดูข้าวกล้า (สำเร็จแล้ว).

ถ้าพวกชาวบ้านกล่าวว่า

ท่านขอรับ !

แม้เมื่อก่อนพวกชาวบ้านได้อาศัยน้ำนี้ทำข้าวกล้ามิใช่หรือ ?

เมื่อนั้นพึงบอกพวกเขาว่า

พวกนั้นเขาได้กระทำอุปการะอย่างนี้ และอย่างนี้แก่สงฆ์,

และได้ถวายแม้กัปปิยภัณฑ์ อย่างนั้น.

ถ้าว่า พวกเขากล่าวว่า

แม้พวกข้าพเจ้า ก็จักถวาย ดังนี้, อย่างนี้ก็ควร.

ก็ถ้าว่า ภิกษุบางรูปไม่เข้าใจ

รับสระหรือให้สร้างสระโดยอกัปปิยโวหาร,

สระนั้นพวกภิกษุไม่ควรบริโภคใช้สอย.

แม้กัปปิยภัณฑ์ที่อาศัยสระนั้นได้มา

ก็เป็นอกัปปิยะเหมือนกัน.

ถ้าเจ้าของ (สระ) บุตรและธิดาของเขา

หรือใคร ๆ อื่นผู้เกิดในสกุลวงศ์ของเขา

ทราบว่าภิกษุทั้งหลายสละแล้ว

จึงถวายด้วยกัปปิยโวหารใหม่, สระนั้น ควร.

เมื่อสกุลวงศ์ของเขาขาดสูญ ผู้ใดเป็นเจ้าของชนบทนั้น,

ผู้นั้นริบเอาแล้วถวายคืน

เหมือนราชมเหสีนามว่า  อนุฬา  ทรงริบเอาฝายน้ำที่ภิกษุในจิตตลดาบรรพตชักมาแล้วถวายคืนฉะนั้น,

แม้อย่างนี้ก็ควร.

 

จะทำการโกยดินขึ้น และกั้นคันสระใหม่

ในสระที่รับไว้ด้วยอำนาจแห่งน้ำ

แม้เป็นกัปปิยโวหาร ย่อมควรแก่ภิกษุผู้มีจิตบริสุทธิ์.

แต่การที่ภิกษุเห็นพวกชาวบ้านอาศัยสระนั้น

กระทำข้าวกล้าอยู่ จะตั้งกัปปิยการก

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 868

 

ไม่ควร.

ถ้าพวกเขาถวายกัปปิยภัณฑ์เสียเอง. ควรรับ,

ถ้าพวกเขาไม่ถวาย, ไม่ควรทวงไม่ควรเตือน.

การที่จะตั้งกัปปิยการกในสระที่รับไว้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัย ควรอยู่.

แต่จะทำการโกยดินขึ้นและกั้นคันสระเป็นต้น ไม่ควร,

ถ้าพวกกัปปิยการก กระทำเองเท่านั้น, จึงควร.

เมื่อลัชชีภิกษุผู้ฉลาดใช้พวกกัปปิยการกทำการโกยดินขึ้นเป็นต้น

สระน้ำจะเป็นกัปปิยะในเพราะการรับ แม้ก็จริง,

ถึงอย่างนั้นก็เป็นการบริโภคไม่ดี ดุจบิณฑบาตที่เจือยาพิษ

และดุจโภชนะที่เจืออกัปปิยมังสะฉะนั้น

เพราะกัปปิยภัณฑ์ที่เจือด้วยสิ่งของ

อันเกิดจากประโยคของภิกษุเป็นปัจจัย

เป็นอกัปปิยะแก่พวกภิกษุทั่วไปเหมือนกัน.

 

แต่ถ้ายังมีโอกาสเพื่อน้ำ

ภิกษุจะจัดการเฉพาะน้ำเท่านั้นอย่างนี้ว่า

ท่านจงทำโดยประการที่คันของสระจะมั่นคง จุน้ำได้มาก

คือ จงทำให้น้ำเอ่อขึ้นปริ่มฝั่ง ดังนี้ ควรอยู่.

 

[วิธีปฏิบัติในพืชผลที่ได้เพราะอาศัยสระน้ำของวัดเป็นต้น]

 

ชนทั้งหลายกำลังดับไฟที่เตาไฟ จะกล่าวว่า

พวกท่านจงได้อุทกกรรมก่อนเถิด อุบาสก ดังนี้ ก็ควร.

แต่จะกล่าวว่า ท่านจงกระทำข้าวกล้าแล้วนำมา ไม่ควร.

ก็ถ้าว่า ภิกษุเห็นน้ำในสระมากเกินไป

ให้ชักเหมืองออกจากด้านข้าง หรือด้านหลัง ให้ถางป่า ให้ทำคันนาทั้งหลาย

ไม่ถือส่วนปกติในคันนาเดิม ถือเอาส่วนที่เกิน,

กะเกณฑ์เอากหาปณะว่า

ท่านทั้งหลายจงให้กหาปณะประมาณเท่านี้

ในข้าวกล้านอกฤดูกาลหรือในข้าวกล้าใหม่ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้,

เป็นอกัปปิยะแก่ภิกษุทุกรูป.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 869

 

อนึ่ง ภิกษุใด ไม่ได้กล่าวว่า พวกท่านจงไถ จงหว่าน กะพื้นที่อย่างนี้ว่า

สำหรับพื้นที่เท่านี้ มีส่วนชื่อประมาณเท่านี้ก็ดี

เมื่อพวกชาวนา กล่าวว่า

พวกผมกระทำข้าวกล้าในส่วนพื้นที่เท่านี้,

ท่านทั้งหลายจงถือเอาส่วนชื่อประมาณเท่านี้

เอาเชือก หรือไม้เท้าวัดเพื่อกำหนดประมาณพื้นที่ก็ดี

ยืนรักษาอยู่ที่ลานก็ดี ให้ขนออกจากลานไปก็ดี

ให้เก็บไว้ในฉางก็ดี ผลที่เกิดขึ้นจากพื้นที่นั้น

เป็นอกัปปิยะ แก่ภิกษุรูปนั้นเท่านั้น.

 

ถ้าชาวนาทั้งหลายนำกหาปณะมากล่าวว่า

กหาปณะเหล่านี้พวกผมนำมาเพื่อสงฆ์,

และภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง กล่าวว่า

ท่านจงนำผ้ามาด้วยกหาปณะเท่านี้,

จงจัดข้าวยาคูเป็นต้นด้วยกหาปณะประมาณเท่านี้

ด้วยความสำคัญว่า สงฆ์ไม่รับกหาปณะ

สิ่งของที่พวกเขานำมา เป็นอกัปปิยะแก่พวกภิกษุทั่วไป.

ถามว่า เพราะเหตุไร

ตอบว่า เพราะภิกษุจัดการกหาปณะ.

  

ถ้าพวกชาวนานำข้าวเปลือกมากล่าวว่า

ข้าวเปลือกนี้ พวกผมนำมาเพื่อสงฆ์,

และภิกษุรูปใดรูปหนึ่งกล่าวว่า

พวกท่านจงนำเอาสิ่งนี้และสิ่งนี้มา

ด้วยข้าวเปลือกประมาณเท่านี้ โดยนัยก่อนนั่นแล

สิ่งของที่พวกเขานำมา

เป็นอกัปปิยะเฉพาะแก่ภิกษุนั้นเท่านั้น.

เพราะเหตุไร ?

เพราะภิกษุจัดการข้าวเปลือก.

 

ถ้าพวกเขานำเอาข้าวสาร หรืออปรัณชาติมากล่าวว่า

พวกผมนำสิ่งของนี้มาเพื่อสงฆ์.

และภิกษุรูปใดรูปหนึ่งกล่าวว่า

พวกท่านจงนำเอาสิ่งนี้ และสิ่งนี้มา

ด้วยข้าวสารมีประมาณเท่านี้ โดยนัยก่อนนั่นแล,

สิ่งของที่พวกเขานำมา เป็นกัปปิยะแก่ภิกษุทั้งหมด.

เพราะเหตุไร ?

เพราะ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 870

 

ภิกษุจัดการข้าวสารเป็นต้นที่เป็นกัปปิยะ. 

ไม่เป็นอาบัติแม้ในเพราะซื้อขาย

เพราะบอกกัปปิยการก.

 

แต่ในครั้งก่อน ภิกษุรูปหนึ่งที่จิตตลดาบรรพต

ได้กระทำมณฑล (รูปดวงจันทร์) ไว้ ที่พื้นดิน ใกล้ประตูศาลา ๔ มุข

เพื่อให้เกิดความเข้าใจแก่พวกคนวัดโดยรำพึงว่า

โอหนอ ! พวกคนวัดพึงทอดขนมประมาณเท่านี้ เพื่อสงฆ์ในวันพรุ่งนี้.

อารามิกชนผู้ฉลาด เห็นมณฑลนั้น (รูปดวงจันทร์) แล้ว ได้ทำอย่างนั้น

ในวันที่สอง เมื่อพวกเขาตีกลองประชุมสงฆ์แล้ว

จึงถือขนมไปเรียนพระสังฆเถระว่า

ท่านขอรับ ! ในกาลก่อนนี้

พวกผมไม่เคยได้ยินบิดามารดา

ไม่เคยได้ฟังปู่ย่าตายาย (บอกเล่าเหตุการณ์) อย่างนี้เลย,

พระคุณเจ้ารูปหนึ่งได้ทำเครื่องหมายที่ประตูศาลา ๔ มุข เพื่อประโยชน์แก่ขนม,

บัดนี้จำเดิมแต่นี้ไป พระคุณเจ้าทั้งหลาย

จงบอกตามความพอใจของตน ๆ เถิด,

แม้พวกผมก็จักอยู่เป็นผาสุก.

 

พระมหาเถระกลับจากที่นั้นทันที.

แม้ภิกษุรูปหนึ่งก็ไม่รับขนมเลย.

ในกาลก่อนภิกษุทั้งหลาย

ย่อมไม่ฉันแม้ขนมที่เกิดขึ้นในอารามนั้น อย่างนี้;

เพราะฉะนั้น

 

ภิกษุ ผู้ไม่ประมาท ไม่ละการปฏิบัติขัดเกลา

ไม่พึงกระทำความโลเล เพื่อประโยชน์แก่อามิส

แม้ในสิ่งที่เป็นกัปปิยะ ฉะนี้แล.

 

อนึ่ง แม้ในสระโบกขรณี ฝายและเหมืองเป็นต้น ก็มีนัยดังนี้

ที่กล่าวไว้แล้วในสระนี้เหมือนกัน.

แม้เมื่อทายกกล่าวว่า

ข้าพเจ้าถวายนาหรือว่าสวน อย่างใดอย่างหนึ่ง

ซึ่งเป็นสถานที่เพาะปลูกบุพพัณชาติ

อปรัณชาติ อ้อยและมะพร้าวเป็นต้น

ภิกษุพึงปฏิเสธว่า ไม่ควร

แล้ว

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 871

 

ปฏิบัติโดยนัยดังกล่าวแล้วในสระนั่นแล.

ในเวลาเขากล่าวด้วยกัปปิยโวหารว่า

ข้าพเจ้าถวายเพื่อประโยชน์แก่การบริโภคปัจจัย ๔

ภิกษุควรรับ,

ก็เมื่อเขากล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายสวน, ถวายป่า

ควรจะรับไว้.

 

ถ้าพวกชาวบ้านมิได้ถูกภิกษุบังคับเลย

ตัดต้นไม้ ในป่านั้น ยังอปรัณชาติเป็นต้น ให้ถึงพร้อมแล้ว

ถวายสวนแก่ภิกษุทั้งหลาย,

จะรับก็ควร.

พวกเขาไม่ถวาย, ไม่ควรทวง ไม่ควรเตือน.

 

ถ้าเมื่อพวกเขาพากันอพยพไป เพราะอันตรายบางอย่าง.

คนพวกอื่นทำ และไม่ถวายอะไร ๆ เลยแก่ภิกษุทั้งหลาย,

พึงห้ามชนเหล่านั้น.

ถ้าพวกเขากล่าวว่า

แม้เมื่อก่อน พวกชาวบ้านได้กระทำข้าวกล้าในที่นี้มิใช่หรือ ขอรับ !

ลำดับนั้น พึงบอกเขาว่า

พวกนั้นเขาได้ให้กัปปิยภัณฑ์อย่างนี้ ๆ แก่สงฆ์.

ถ้าพวกเขากล่าวว่า แม้พวกผมก็จักถวาย.

อย่างนี้ ควรอยู่.

 

พวกเขากล่าวหมายถึงภูมิประเทศ

ที่เพาะปลูกข้าวกล้า บางแห่งว่า

ข้าพเจ้าจะถวายเขตแดน ควรอยู่.

แต่ภิกษุทั้งหลาย ไม่ควรปักเสาหรือวางหิน

เพื่อกำหนดเขตแดนเอง.

เพราะเหตุไร ?

เพราะธรรมดาว่า แผ่นดินมีค่านับไม่ได้,

ภิกษุจะพึงเป็นปาราชิก แม้ด้วยเหตุเล็กน้อย.

แต่พึงบอกพวกอารามิกชนว่า เขตของพวกเราไปถึงที่นี้.

ก็ถ้าแม้นว่าพวกเขาถือเอาเกินไปไม่เป็นอาบัติ

เพราะกล่าวโดยปริยาย.

ก็ถ้าว่าพระราชาและราชอำมาตย์เป็นต้น

ให้ปักเสาเองแล้วถวายว่า

ขอท่านทั้งหลายจงบริโภคปัจจัย ๔ เถิด

การถวายนั้น ควรเหมือนกัน.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 872

 

ถ้าใคร ๆ ขุดสระภายในเขตแดนสีมา

หรือขุดเหมืองไปโดยท่ามกลางวัด

ย่อมทำลายลานพระเจดีย์และลานโพธิ์เป็นต้น, พึงห้าม.

ถ้าสงฆ์ได้อะไร ๆ บางอย่างแล้ว ไม่ห้าม เพราะหนักในอามิส,

ภิกษุรูปหนึ่งห้าม, ภิกษุรูปนั้นเท่านั้น เป็นใหญ่.

ถ้าภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า พวกท่านจงขุดไป ไม่ห้าม

คือ เป็นพรรคพวกของชาวบ้านเหล่านั้นนั่นแล,

สงฆ์ห้าม, สงฆ์เท่านั้น เป็นใหญ่.

จริงอยู่ ในกรรมอัน เป็นของสงฆ์

ภิกษุรูปใดทำกรรมเป็นธรรม. ภิกษุรูปนั้น เป็นใหญ่.

ถ้าแม้บุคคลที่ถูกภิกษุห้ามอยู่ ยังขืนกระทำ,

พึงกลบดินร่วนที่เขาคุ้ยไว้ข้างล่างถมข้างล่าง

กลบดินร่วนที่เขาคุ้ยไว้ข้างบนถมข้างบนให้เต็ม.

 

พระมหาสุมเถระกล่าวว่า

ถ้าใคร ๆ ประสงค์จะถวายอ้อย หรืออปรัณชาติ

หรือผลไม้เถา มีน้ำเต้าและฟักเป็นต้น

ตามที่เกิดแล้วนั่นแหละ กล่าวว่า

ข้าพเจ้าจะถวายไร่อ้อย ไร่อปรัณชาติ หลุม (เพาะปลูก)

ผลไม้เถาทั้งหมดนี้ ดังนี้, ไม่ควร

เพราะเขาระบุพร้อมวัตถุ (ไร่).

ส่วนพระมหาปทุมเถระ กล่าวว่า

นั่นเป็นแต่เพียงโวหาร,

เพราะภูมิภาคนั่น ยังเป็นของพวกเจ้าของอยู่นั่นเอง;

เพราะเหตุนั้น จึงควร.

 

[วิธีปฏิบัติในทาส คนวัด และปศุสัตว์ที่มีผู้ถวาย]

 

ทายกกล่าวว่า ข้าพเจ้าถวายทาส การถวายนั้น ไม่ควร.

เมื่อเขากล่าวว่า

ข้าพเจ้าถวายคนวัด ถวายไวยาวัจกร ถวายกัปปิยการก

ดังนี้ จึงควร.

ถ้าอารามิกชนนั้น

ทำการงานของสงฆ์เท่านั้นทั้งก่อนภัตและภายหลังภัต,

ภิกษุพึงกระทำแม้การพยาบาลด้วยยาทุกอย่างแก่เขา เหมือนกับสามเณร,

ถ้าเขาทำการงานของสงฆ์ก่อนภัตเวลาเดียว,

ภายหลังภัตไปกระทำการงานของตน

ไม่พึงให้อาหาร ในเวลาเย็น.

แม้ชนจำพวกใด กระทำงานของสงฆ์ตามวาระ ๕ วัน

หรือตามวาระปักษ์ ในเวลาที่เหลือทำงานของตน

พึงให้ภัตและอาหารแม้แก่บุคคลพวกนั้น

ในเวลากระทำเท่านั้น.

ถ้าการงานของสงฆ์ไม่มี,

พวกเขากระทำงานของตนเองเลี้ยงชีพ,

ถ้าพวกเขานำเอามูลค่าหัตถกรรมมาถวาย พึงรับ.

ถ้าพวกเขาไม่ถวาย ก็อย่าพึงพูดอะไร ๆ เลย.

การรับทาสย้อมผ้าก็ดี ทาสช่างหูกก็ดี อย่างใด อย่างหนึ่ง

โดยชื่อว่า อารามิกชน ควรอยู่.

  

ถ้าพวกทายกกล่าวว่า พวกข้าพเจ้าถวายโคทั้งหลาย ดังนี้,

ภิกษุพึงห้ามพวกเขาว่า ไม่สมควร

เมื่อมีพวกชาวบ้านถามว่า โคเหล่านี้ ท่านได้มาจากไหน ?

พึงบอกเขาว่า พวกบัณฑิตถวายไว้เพื่อประโยชน์แก่การบริโภคปัญจโครส.

เมื่อพวกเขากล่าวว่า แม้พวกผมก็ถวาย เพื่อประโยชน์บริโภคปัญจโครส

ดังนี้ ควรอยู่.

แม้ในปศุสัตว์มีแม่แพะ เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.

 

พวกชาวบ้านกล่าวว่า

พวกข้าพเจ้าถวายช้าง, ถวายม้า, กระบือ, ไก่, สุกร ดังนี้,

จะรับไม่ควร.

ถ้าพวกชาวบ้านบางหมู่กล่าวว่า

ท่านขอรับ ! ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิด,

พวกผมจักรับสัตว์เหล่านี้แล้ว

ถวายกัปปิยภัณฑ์แก่ท่านทั้งหลาย แล้วรับไป, ย่อมควร.

จะปล่อยเสียในป่าด้วยกล่าวว่า

ไก่และสุกรเหล่านี้ จงอยู่ตามสบายเถิด ดังนี้ ก็ควร.

เมื่อเขากล่าวว่า พวกข้าพเจ้าถวายสระนี้ นานี้ ไร่นี้ แก่วิหาร

 ภิกษุจะปฏิเสธไม่ได้ฉะนี้แล.

 

คำที่เหลือในสิกขาบทนี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น ดังนี้แล.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 874

 

บรรดาสมุฏฐานเป็นต้น สิกขาบทแม้นี้

ก็มีสมุฏฐาน ๖ เป็นกิริยา

ในสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ

กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

 

พรรณนาราชสิกขาบทในอรรถกถาพระวินัย

ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ

และจบวรรคที่ ๑

 

http://www.tripitaka91.com/3-844-1.html 

D-study.com

Follow Us

facebook FaceBook

Twitter

phone 0894453994

Rss RSS

E-mail Email