กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด

กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด

05 December 2018

กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด   ภาพรวมการแจกสื่อหยุดทำร้ายพระพุทธศาสนาทั้งประเทศไทย https://www.facebook.com/notes/662322543873819/ [331] 1-2 ธันวาคม 2561 เชียงใหม่ [330] 2, 28 ตุลาคม 2561 กำแพงเพชร [329] 30 กันยายน 2561 กรุงเทพฯ [328] สิงหาคม - กันยายน 2561 ขอนแก่น [327] 25-26 สิงหาคม 2561...

กระดานสนทนา

  • ไม่มีกระทู้แสดง

ความคิดเห็นล่าสุดในกิจกรรมต่าง ๆ

[อธิบายวิธีเสียสละและวิธีแสดงอาบัติ] (จีวรเป็นนิสสัคคีย์)

ข้อมูลจาก พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย (พิมพ์ พ.ศ. 2525) (ปกสีน้ำเงิน) และ (พิมพ์ พ.ศ. 2546) (ปกสีแดง)

 

[อธิบายวิธีเสียสละและวิธีแสดงอาบัติ]

(จีวรเป็นนิสสัคคีย์)

 

เล่ม 3 หน้า 709-713 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 669-673 (ปกสีแดง)

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓

 

บางส่วนของ จีวรวรรคที่ ๑ สิกขาบทที่ ๑

พรรณนาปฐมกฐินสิกขาบท

 

[อธิบายวิธีเสียสละและวิธีแสดงอาบัติ]

 

ข้อว่า  นิสฺสชฺชิตฺวา อาปตฺติ เทเสตพฺพา  มีความว่า

ถามว่า พึงแสดงอาบัติอย่างไร ?

 

แก้ว่า พึงแสดงเหมือนอย่างที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในขันธกะ.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 710

 

ถามว่า ก็ตรัสไว้ในขันธกะนั้น อย่างไร ?

 

แก้ว่า ตรัสไว้อย่างนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์

กระทำอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง

ไหว้เท้าแห่งภิกษุผู้แก่ทั้งหลายแล้ว

นั่งกระโหย่ง ประนมมือ พึงกล่าวอย่างนี้ว่า

อหํ ภนฺเต อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน ตํ ปฏิเทเสมิ

(ท่านเจ้าข้า ! กระผมต้องอาบัติมีชื่ออย่างนี้ ขอแสดงคืนอาบัตินั้น).

 

ก็ในอธิการนี้ ถ้าจีวรมีผืนเดียว พึงกล่าวว่า

เอกํ นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ...

(ต้องแล้ว) ซึ่งนิสสัคคีย์ ปาจิตตีย์ตัวหนึ่ง.

 

ถ้าจีวร ๒ ผืน พึงกล่าวว่า

เทฺว... ซึ่งอาบัติ ๒ ตัว.

 

ถ้าจีวรมากผืนพึงกล่าวว่า สมฺพหุลา... ซึ่งอาบัติหลายตัว.

 

แม้ในการเสียสละ ถ้าว่า จีวรมีผืนเดียว

พึงกล่าวตามสมควรแก่บาลีนั่นแลว่า  อิทํ เม ภนฺเต จีวรํ

ท่านเจ้าข้า ! จีวรของกระผมผืนนี้ เป็นต้น

ถ้าหากว่าจีวร ๒ ผืน หรือมากผืน พึงกล่าวว่า

อิมานิ เม ภน เต จีวรานิ ทสาหาติกฺกนฺตานิ นิสฺสคฺคิยานิ

อิมานาหํ สงฺฆสฺส นิสฺสชฺชามิ

(ท่านเจ้าข้า ! จีวรของกระผมเหล่านี้ล่วง ๑๐ วัน เป็นนิสสัคคีย์,

กระผมเสียสละจีวรเหล่านี้แก่สงฆ์)

 

เมื่อไม่สามารถจะกล่าวบาลีได้ พึงกล่าวโดยภาษาอื่นก็ได้.

 

ภิกษุพึงรับอาบัติโดยนัยดังกล่าวไว้ในขันธกะนั่นแลว่า

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงรับอาบัติ.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ ในขันธกะนั้นอย่างนี้ว่า

ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถ พึงเผดียงสงฆ์ว่า

ท่านเจ้าข้า ! ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ภิกษุชื่อนี้รูปนี้ ระลึกได้ เปิดเผย กระทำให้ตื้น ย่อมแสดงซึ่งอาบัติ,

ถ้าความพรั่งพร้อมแห่งสงฆ์ถึงที่แล้ว,

ข้าพเจ้าพึงรับอาบัติของภิกษุมีชื่ออย่างนี้ ดังนี้.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 711

 

ภิกษุผู้แสดง อันภิกษุรับอาบัตินั้น พึงกล่าวว่า

ปสฺสสิ  (เธอเห็นหรือ).

 

ผู้แสดง: อาม ปสฺสามิ  (ขอรับ ! ผมเห็น)

 

ผู้รับ: อายตึ สํวเรยฺยาสิ (เธอพึงสำรวมต่อไป).

 

ผู้แสดง: สาธุ สุฏฺฐุ สํวริสฺสามิ (ดีละ ผมจะสำรวมให้ดี).

 

ก็ในอาบัติ ๒ ตัว หรือหลายตัวด้วยกัน

ผู้ศึกษาพึงทราบความต่างแห่งวจนะโดยนัยก่อนนั่นแล

แม้ในการให้จีวร (คืน)

ก็พึงทราบความแตกต่างแห่งวจนะด้วยอำนาจแห่งวัตถุ คือ

สงฺโฆ อิมํ จีวรํ อิมานิ จีวรานิ...

สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้ พึงให้จีวรทั้งหลายเหล่านี้...

ถึงในการเสียสละแก่คณะ และแก่บุคคล ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

 

ก็ในการแสดงและการรับอาบัติในอธิการนี้ มีบาลีดังต่อไปนี้:-

เตน ภิกฺขุเว ภิกฺขุนา ฯ เปฯ เอวมสฺสุ วจนียา อหํ ภนฺเต อิตฺถนฺนามํ

อาปตฺตึ อาปนฺโน ตํ ปฏิเทสมิ แปลว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อันภิกษุนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุมากรูป

กระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง

ไหว้เท้าทั้งหลายแห่งภิกษุผู้แก่ทั้งหลายแล้ว

นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี พึงกล่าวอย่างนั้นว่า

ท่านเจ้าข้า ! ข้าพเจ้าต้องอาบัติชื่อนี้ ขอแสดงคืนซึ่งอาบัตินั้น.

 

อันภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถ พึงเผดียงภิกษุเหล่านั้นให้ทราบว่า

สุณาตุ เม ภนฺเต อายสฺมนฺตา อยํ อิตฺถนฺนาโม ภิกฺขุ อาปตฺตึ สรติ วิวรติ

อุตฺตานีกโรติ เทเสติ ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ อหํ อิตฺถนฺนามสฺส

ภิกฺขุโน อาปตฺตึ ปฏิคฺคณฺเหยฺยํ แปลว่า

ท่านเจ้าข้า ! ท่านผู้มีอายุ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 712

 

ทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า

ภิกษุมีชื่ออย่างนี้ รูปนี้ย่อมระลึก ย่อมเปิดเผย

ย่อมกระทำให้ตื้น ย่อมแสดงอาบัติ,

ถ้าว่าความพรั่งพร้อมแห่งท่านผู้มีอายุทั้งหลายถึงที่แล้ว

ข้าพเจ้าพึงรับอาบัติของภิกษุชื่อนี้.

ภิกษุผู้แสดง อันภิกษุผู้รับอาบัตินั้น พึงกล่าวว่า

ปสฺสสิ  (ท่านเห็นหรือ).

 

ผู้แสดง: อาม ปสฺสามิ (ขอรับ ! ผมเห็น).

 

ผู้รับ: อายตึ สํวเรยฺยาสิ (ท่านพึงสำรวมระวังต่อไป).

 

ภิกษุนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ทำอุตราสงค์เฉวียงบ่า

แล้วนั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า

ดูก่อนอาวุโส ! ข้าพเจ้าต้องอาบัติ มีชื่ออย่างนี้แล้ว, จะแสดงคืนอาบัติ,

ภิกษุผู้แสดง อันภิกษุผู้รับอาบัตินั้นพึงกล่าวว่า

ปสฺสสิ (ท่านเห็นหรือ).

 

ผู้แสดง: อาม ปสฺสามิ (ขอรับ ! ผมเห็น).

 

ผู้รับ: อายตึ สํวเรยฺยาสิ (ท่านพึงสำรวมระวังต่อไป).

 

ในวิสัยแห่งการแสดงและรับอาบัตินั้น

ผู้ศึกษาพึงทราบการระบุชื่ออาบัติและความต่างแห่งวจนะ

โดยนัยก่อนนั่นแล.

และพึงทราบบาลี แม้ในการสละแก่ภิกษุ ๒ รูป

เหมือนในการสละแก่คณะฉะนั้น.

ก็ถ้าว่าจะพึงมีความแปลกกันไซร้,

พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสบาลีไว้แผนกหนึ่ง

แม้ในการสละแก่ภิกษุ ๒ รูปนี้

เหมือนอย่างที่พระองค์ตรัสปาริสุทธิอุโบสถแก่ภิกษุ ๓ รูป

โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย !

เราอนุญาตให้ภิกษุ ๓ รูป ทำปาริสุทธิอุโบสถ

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แลภิกษุเหล่านั้นพึงทำอุโบสถเหล่านั้นอย่างนี้;

ภิกษุผู้ฉลาดผู้สามารถ พึงเผดียงภิกษุ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 713

 

เหล่านั้นให้ทราบ แล้วตรัสปาริสุทธิอุโบสถแก่ภิกษุ ๒ รูปอีกแผนกหนึ่ง

ต่างหาก โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุทั้งหลาย ! เราอนุญาตให้ภิกษุ ๒ รูป

ทำปาริสุทธิอุโบสถ, ภิกษุทั้งหลาย ! ก็แลภิกษุเหล่านั้น พึงทำอุโบสถ

นั้นอย่างนี้ ภิกษุเถระพึงทำอุตราสงค์เฉวียงบ่า* ดังนี้ ฉะนั้น. ก็เพราะ

ไม่มีความแปลกกัน; ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมิได้ตรัสไว้ ทรง

ผ่านไปเสีย เพราะฉะนั้น บาลีในการสละแก่ภิกษุ ๒ รูปนี้ เป็นบาลีที่

ตรัสไว้เเก่คณะเหมือนกัน.

 

ส่วนในการรับอาบัติมีความแปลกกันดังนี้:-

บรรดาภิกษุ ๒ รูป ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง อย่าตั้งญัตติ เหมือนภิกษุผู้รับอาบัติ ตั้งญัตติ

ในเมื่อภิกษุผู้ต้องอาบัติสละแก่คณะแล้วแสดงอาบัติ

พึงรับอาบัติเหมือนบุคคลคนเดียวรับฉะนั้น.

แท้จริง ชื่อว่าการตั้งญัตติสำหรับภิกษุ ๒ รูป ย่อมไม่มี.

ก็ถ้าหากจะพึงมี, พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่พึงตรัสปาริสุทธิอุโบสถไว้แผนกหนึ่ง

สำหรับภิกษุ ๒ รูป แม้ในการให้จีวรที่เสียสละแล้วคืน จะกล่าวว่า

อิมํ จีวร อายสฺมโต เทม พวกเราใหัจีวรผืนนี้แก่ท่าน

เหมือนภิกษุรูปเดียวกล่าวว่า

อิมํ จีวรํ อายสฺมโต ทมฺมิ ผมให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้ ก็ควร.

จริงอยู่ แม้ญัตติทุติยกรรม ซึ่งหนักกว่านี้ ตรัสว่า ควรอปโลกน์ทำ ก็มี

วินัยกรรมมีการสละนี้ สมควรแก่ญัตติทุติยกรรมเหล่านั้น.

แต่จีวรที่สละแล้ว ควรให้คืนทีเดียว, จะไม่ให้คืนไม่ได้.

ก็การให้คืนจีวรที่สละเสียแล้วนี้เป็นเพียงวินัยกรรม.

จีวรนั้นเป็นอันภิกษุนั้นให้แก่สงฆ์ หรือแก่คณะ หรือแก่บุคคล

หามิได้ทั้งนั้นแล.

 

http://www.tripitaka91.com/3-709-17.html

D-study.com

Follow Us

facebook FaceBook

Twitter

phone 0894453994

Rss RSS

E-mail Email