กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด

กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด

31 October 2018

กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด   ภาพรวมการแจกสื่อหยุดทำร้ายพระพุทธศาสนาทั้งประเทศไทย https://www.facebook.com/notes/662322543873819/ [330] 2, 28 ตุลาคม 2561 กำแพงเพชร [329] 30 กันยายน 2561 กรุงเทพฯ [328] สิงหาคม - กันยายน 2561 ขอนแก่น [327] 25-26 สิงหาคม 2561 นครพนม [326] 4, 28-29 กรกฎาคม 2561...

กระดานสนทนา

  • ไม่มีกระทู้แสดง

ความคิดเห็นล่าสุดในกิจกรรมต่าง ๆ

คำถาม-คำตอบ ทำไมพระถึงรับทอง-เงินไม่ได้ ? เมื่อพระรับทอง-เงินแล้วโทษร้ายแรงขนาดไหน ? ส่งผลถึงใครบ้าง ?

คำถาม

 

ทำไมพระถึงรับทอง-เงินไม่ได้  ?

เมื่อพระรับทอง-เงินแล้วโทษร้ายแรงขนาดไหน ?

ส่งผลถึงใครบ้าง ?

 

คำตอบ

 

พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาของศาสนาพุทธบัญญัติว่า

ภิกษุที่บวชในพระพุทธศาสนา

ห้ามรับทอง-เงิน เมื่อภิกษุละเมิดก็เป็นผู้ต้องอาบัติ เป็นผู้ทุศีล

เมื่อเป็นผู้ทุศีล บริโภคปัจจัย 4 ของชาวบ้านก็เป็นมหาโจร

เมื่อไม่ยอมแก้ไขอยู่ร่วมกับภิกษุอื่นก็จะทำให้ภิกษุอื่นต้องอาบัติเพิ่ม

โยมที่ไปเกี่ยวข้อง คบค้าสมาคมด้วยก็จะประสบทุกข์ตลอดกาลนาน

 

และนอกจากจะต้องอาบัติจากการรับทอง-เงินแล้ว

ก็ยังสามารถต้องอาบัติลามไปได้อีกหลายอาบัติ

จากการที่นำเงินนั้นไปทำอย่างอื่นต่อไป

 

หนักที่สุดก็ถึงขั้นต้องปาราชิก

ขาดจากความเป็นพระไปเลยก็มี

หากรู้อยู่ว่าต้องอาบัติมีโทษแต่ยังโกหกโยม

ผู้ถวายว่ารับเงินได้ไม่เป็นไร ถวายได้ไม่ผิด ไม่ต้องอาบัติ

ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าผิด ต้องอาบัติ

ได้ทรัพย์มา 1 บาทขึ้นไป

ต้องอาบัติปาราชิก ฐานฉ้อโกงอีกด้วย

 

นอกจากพระที่รับเงินจะต้องอาบัติแล้ว

ถ้าหากพระรูปนั้นรู้ว่าผิดต้องอาบัติแต่ยืนยันจะไม่แก้ไขก็จะเป็นอลัชชี

จะทำให้พระรูปอื่นที่อยู่ร่วมต้องอาบัติไปด้วย

ต้องอาบัติลามไปได้อีกมากมายหลายรูป

 

โทษของการถวายเงินพระจึงมีมากอย่างนี้

 

อ้างอิง

ข้อมูลจาก พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

(พิมพ์ พ.ศ. 2525) (ปกสีน้ำเงิน)

และ (พิมพ์ พ.ศ. 2546) (ปกสีแดง)

 

เรื่องราวต้นบัญญัติห้ามพระรับหรือยินดีเงิน-ทองที่เขาเก็บไว้ให้

 

โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

 

[๑๐๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน

อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์

 

ครั้งนั้นท่านพระอุปนันทศากยบุตร

เป็นกุลุปกะของสกุลหนึ่ง รับภัตตาหารอยู่เป็นประจำ

ของเคี้ยวของฉันอันใดที่เกิดขึ้นในสกุลนั้น

เขาย่อมแบ่งส่วนไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร

 

เย็นวันหนึ่งในสกุลนั้นมีเนื้อเกิดขึ้น

เขาจึงแบ่งส่วนเนื้อนั้นไว้ถวายท่านพระอุปนันทศากยบุตร

เด็กของสกุลนั้นตื่นขึ้นในเวลาเช้ามืด

ร้องอ้อนวอนว่า จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า

บุรุษผู้สามี จึงสั่งภรรยาว่า

จงให้ส่วนของพระแก่เด็ก

เราจักซื้อของอื่นถวายท่าน

 

ครั้นแล้วเวลาเช้าท่านอุปนันทศายบุตร

นุ่งอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปสู่สกุลนั้น

แล้วนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย

 

ทันใด บุรุษนั้นเข้าไปหาท่านพระอุปนันทศากยบุตร

กราบแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบเรียนว่า

 

ท่านเจ้าข้า เมื่อเย็นวานนี้มีเนื้อเกิดขึ้น

ผมได้เก็บไว้ถวายพระคุณเจ้าส่วนหนึ่ง

จากนั้นเด็กคนนี้ตื่นขึ้นแต่เช้ามืดร้องอ้อนวอนว่า

จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้า

ผมจึงได้ให้เนื้อส่วนของพระคุณเจ้าแก่เด็ก

พระคุณเจ้าจะให้ผมจัดหาอะไรมาถวายด้วย

ทรัพย์กหาปณะหนึ่ง ขอรับ

 

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรถามว่า

เธอบริจาคทรัพย์กหาปณะหนึ่ง แก่เราแล้วหรือ

 

บุ.   ขอรับ ผมบริจาคแล้ว

 

อุ.   เธอจงให้กหาปณะนั้นแหละแก่เรา

 

บุรุษนั้นได้ถวายกหาปณะแก่ท่านพระอุปนันทศากยบุตร

ในทันใดนั้นเอง แล้วเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า

พระสมณะเชื้อสายพระ-ศากบุตรเหล่านี้

รับรูปิยะเหมือนพวกเรา 

 

ภิกษุทั้งหลายได้ยินบุรุษนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่

บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย

มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา

ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า

ไฉนท่านพระอุปนันทศากยบุตรจึงได้รับรูปิยะเล่า

แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

 

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์

ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น

แล้วทรงสอบถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า

 

ดูก่อนอุปนันทะ ข่าวว่าเธอรับรูปิยะจริงหรือ

 

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทูลรับว่า

จริง พระพุทธเจ้าข้า

 

ทรงติเตียน

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า

ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น

ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ

ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนเธอจึงได้รับรูปิยะเล่า

การกระทำของเธอนั่น

ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว

โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น

เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

 

ทรงบัญญัติสิกขาบท

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงติเตียนท่านพระอุปนันทศากยบุตร

โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว

ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก

ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก

ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน

ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย

ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ

ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส

การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย

ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น

ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย

แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล

เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย

อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ

เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑

เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑

เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑

เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑

เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑

เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑

เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑

เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑

เพื่อถือตามพระวินัย ๑

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้ :-

 

พระบัญญัติ

 

๓๗.  ๘.  อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี

ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้

เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

 

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร  จบ

 

สิกขาบทวิภังค์

 

[๑๐๖] บทว่า  อนึ่ง...ใด  ความว่า

ผู้ใด คือผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด

มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด

มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด

เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม

นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อนึ่ง...ใด.

 

บทว่า  ภิกษุ  ความว่า

ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว

ชื่อว่า ภิกษุ  โดยสมญา

ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกษุ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า

เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ

ชื่อว่า ภิกษุ  เพราะอรรถว่า มีสารธรรม

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ

ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกัน

อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบควรแก่ฐานะ

บรรดาภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม

อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

 

ที่ชื่อว่า  ทอง  ตรัสหมายทองคำ

 

ที่ชื่อว่า  เงิน  ได้แก่ กหาปณะ มาสกที่ทำด้วยโลหะ

มาสกที่ทำด้วยไม้ มาสกที่ทำด้วยครั่ง

ซึ่งใช้เป็นมาตราสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้.

 

บทว่า  รับ  คือ รับเอง เป็นนิสสัคคีย์.

 

บทว่า  ให้รับ  คือ ให้คนอื่นรับแทน เป็นนิสสัคคีย์.

 

บทว่า  หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้  ความว่า

หรือยินดีทองเงินที่เขาเก็บไว้ให้ด้วยบอกว่า

ของนี้จงเป็นของพระคุณเจ้า ดังนี้ เป็นต้น เป็นนิสสัคคีย์

 

ทอง เงิน ที่เป็นนิสสัคคีย์ ต้องเสียสละในท่ามกลางสงฆ์

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แลภิกษุพึงเสียสละรูปิยะนั้น อย่างนี้:-

 

วิธีเสียสละรูปิยะ

 

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

 

ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ารับรูปิยะไว้แล้ว

ของนี้ของข้าพเจ้า เป็นของจำจะสละ

ข้าพเจ้าสละรูปิยะนี้แก่สงฆ์

 

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ

ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ

ถ้าคนผู้ทำการวัด หรืออุบาสก

เดินมาในสถานที่เสียสละนั้น พึงบอกเขาว่า

ท่านจงรู้ของสิ่งนี้

 

ถ้าเขาถามว่า

จะให้ผมนำของสิ่งนี้ไปหาอะไรมา

 

อย่าบอกว่า จงนำของสิ่งนี้หรือของสิ่งนี้มา

ควรบอกแต่ของที่เป็นกัปปิยะ เช่น

เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง หรือน้ำอ้อย

ถ้าเขานำรูปิยะนั้นไปแลกของที่เป็นกัปปิยะมาถวาย

เว้นภิกษุผู้รับรูปิยะ ภิกษุนอกนั้นฉันได้ทุกรูป

 

ถ้าได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี

ถ้าไม่ได้พึงบอกเขาว่า

โปรดช่วยทิ้งของนี้

 

ถ้าเขาทิ้งให้ นั่นเป็นการดี

ถ้าเขาไม่ทิ้งให้

พึงสมมติภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ

 

องค์ ๕ ของภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ

 

องค์ ๕ นั้น คือ

๑. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ

๒. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะเกลียดชัง

๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะงมงาย

๔. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะกลัว และ

๕.  รู้จักว่าทำอย่างไรเป็นอันทิ้งหรือไม่เป็นอันทิ้ง

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แลสงฆ์พึงสมมติภิกษุนั้น อย่างนี้:-

 

วิธีสมมติภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ

 

พึงขอภิกษุให้รับตกลงก่อน

ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ

พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

 

คำสมมติ

 

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว

สงฆ์พึงสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ นี่เป็นญัตติ

 

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ

การสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ ชอบแก่ท่านผู้ใด

ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง

ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด 

ภิกษุมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะแล้ว ชอบแก่สงฆ์

เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้

 

ภิกษุผู้รับสมมติแล้วนั้น

พึงทิ้งอย่าหมายที่ตก

ถ้าทิ้งหมายที่ตก ต้องอาบัติทุกกฏ.

 

บทภาชนีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

 

[๑๐๗] รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ

รับรูปิยะ เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

รูปิยะ ภิกษุสงสัย รับรูปิยะ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ รับรูปิยะ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

ทุกกฏ

 

ไม่ใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ

ต้องอาบัติทุกกฏ

 

ไม่ใช่รูปิยะ ภิกษุสงสัย...ต้องอาบัติทุกกฏ

 

ไม่ต้องอาบัติ

 

ไม่ใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าไม่ใช่รูปิยะ... ไม่ต้องอาบัติ.

 

อนาปัตติวาร

 

[๑๐๘] ทองเงินตกอยู่ภายในวัดก็ดี ภายในที่อยู่ก็ดี

ภิกษุหยิบยกเองก็ดี ใช้ให้หยิบยกก็ดี แล้วเก็บไว้ด้วยตั้งใจว่า

เป็นของผู้ใด ผู้นั้นจักนำไปดังนี้ ๑

ภิกษุวิกลจริต ๑

ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑

ไม่ต้องอาบัติแล.

 

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๘  จบ

(โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8)(เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร)

มมร. เล่ม 3 หน้า 937-944 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 885-891 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/3-937-16.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ว่าด้วยทองและเงินไม่สมควรแก่สมณศากยบุตร

 

๑๐.  มณิจูฬกสูตร

ว่าด้วยทองและเงินไม่สมควรแก่สมณศากยบุตร

 

[๖๒๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่

ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้กรุงราชคฤห์.

 

ก็สมัยนั้นแล

เมื่อราชบริษัทนั่งประชุมกันในพระราชวังสนทนากันว่า

ทองและเงินย่อมควรแก่สมณศากยบุตร

สมณศากยบุตรย่อมยินดีทองและเงิน

ย่อมรับทองและเงิน.

 

[๖๒๔] ก็สมัยนั้นแล

นายบ้านนามว่ามณิจูฬกะนั่งอยู่ในบริษัทนั้น

นายบ้าน นามว่ามณิจูฬกะได้กล่าวกะบริษัทนั้นว่า

ท่านผู้เจริญย่อมไม่กล่าวอย่างนี้

ทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร

สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน

ย่อมไม่รับทองและเงิน

สมณศากยบุตรห้ามแก้วและทอง

ปราศจากทองและเงิน

 

นายบ้านมณิจูฬกะไม่อาจให้บริษัทนั้นยินยอมได้.

 

[๖๒๕] ครั้งนั้น นายบ้านมณิจูฬกะ

จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ

ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

เมื่อราชบริษัทนั่งประชุมกันในพระราชวังสนทนากันว่า

ทองและเงินย่อมควรแก่สมณศากยบุตร

สมณศากยบุตรย่อมยินดีทองและเงิน

เมื่อราชบริษัทกล่าวอย่างนี้

 

ข้าพระองค์ได้กล่าวกะบริษัทนั้นว่า

ท่านผู้เจริญอย่าได้กล่าวอย่างนี้

ทองและเงินย่อมไม่ควรแก่สมณศากยบุตร

สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน

ย่อมไม่รับทองและเงิน

สมณศากยบุตร

 

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 213

 

ห้ามแก้วและทอง ปราศจากทองและเงิน

 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ข้าพระองค์ไม่อาจให้บริษัทนั้นยินยอมได้

 

เมื่อข้าพระองค์พยากรณ์อย่างนี้ 

เป็นอันกล่าวตามคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว

จะไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำไม่จริง

และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม

และสหธรรมิกไร ๆ คล้อยตามวาทะ

จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้แลหรือ พระเจ้าข้า.

 

[๖๒๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดีละ นายคามณี

เมื่อท่านพยากรณ์อย่างนี้

เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว

ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง

และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม

และสหธรรมิกไร ๆ คล้อยตามวาทะ

จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้.

 

เพราะว่าทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร

สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน

สมณศากยบุตรห้ามแก้วและทอง

ปราศจากทองและเงิน.

 

ดูก่อนนายคามณี

ทองและเงินควรแก่ผู้ใด

เบญจกามคุณก็ควรแก่ผู้นั้น

เบญจกามคุณควรแก่ผู้ใด

ทองและเงินก็ควรแก่ผู้นั้น

 

ดูก่อนนายคามณี

ท่านพึงทรงจำความที่ควรแก่เบญจกามคุณนั้นโดยส่วนเดียวว่า

ไม่ใช่ธรรมของสมณะ ไม่ใช่ธรรมของศากยบุตร

 

อนึ่งเล่า เรากล่าวอย่างนี้ว่า

ผู้ต้องการหญ้าพึงแสวงหาหญ้า

ผู้ต้องการไม้พึงแสวงหาไม้

ผู้ต้องการเกวียนพึงแสวงหาเกวียน

ผู้ต้องการบุรุษพึงแสวงหาบุรุษ

เรามิได้กล่าวว่า สมณศากยบุตรพึงยินดี

พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายอะไรเลย.

 

จบ  มณิจูฬกสูตรที่ ๑๐

 

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค

เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 214

 

อรรถกถามณิจูฬกสูตรที่๑๐

 

ในมณิจูฬกสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้.

 

บทว่า  ต  ปริส  เอตทโวจ  ความว่า

ได้ยินว่า นายบ้านนามว่า มณิจูฬกะนั้นได้มีความคิดว่า

กุลบุตรทั้งหลายเมื่อบวช ย่อมละบุตรและภรรยา

ทองและเงินก่อนแล้วจึงบวช

แลเขาเหล่านั้นครั้นละแล้วบวช

จึงไม่อาจรับทองและเงินนั้นได้.

 

นายบ้านนั้นมีความยึดถือเป็นพิเศษ

จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า  มา  อยฺยา  ดังนี้.

 

บทว่า  เอกเสเนต  ความว่า 

ท่านพึงทรงจำความที่ควรแก่กามคุณห้านั้น

โดยส่วนเดียวว่า ไม่ใช่ธรรมของสมณะ

ไม่ใช่ธรรมของศากยบุตร.

 

บทว่า  ติณ  ได้แก่ หญ้ามุงเสนาสนะ.

 

บทว่า  ปริเยสิตพฺพ  ความว่า

เมื่อเรือนที่มุงด้วยหญ้า หรือมุงด้วยอิฐพัง

พึงไปยังสำนักของผู้ที่ทำเรือนนั้น บอกว่า

เสนาสนะที่ท่านทำ ฝนรั่ว.

เราไม่อาจอยู่ในเสนาสนะนั้นได้.

มนุษย์ทั้งหลายเมื่อทำได้ก็จักทำให้

เมื่อทำไม่ได้ก็จักบอกว่า

พวกท่านจงหานายช่างให้ทำ

พวกเราจักให้สัญญากะนายช่างเหล่านั้น

ครั้นให้นายช่างที่บอกไว้อย่างนั้นทำเสร็จแล้ว

พึงบอกแก่มนุษย์เหล่านั้น

พวกมนุษย์จักให้ค่าจ้างแก่พวกนายช่าง.

ถ้าไม่มี เจ้าของที่อยู่อาศัย

ภิกษุผู้ประพฤติภิกขาจารวัตร

ควรบอกแม้แก่คนอื่น ๆให้ทำ.

 

บทว่า  ปริเยสิตพฺพ  ตรัสหมายข้อความดังนี้.

 

บทว่า  ทารุ  ความว่า

เมื่อไม้กลอนหลังคาเป็นต้นในเสนาสนะพัง

พึงแสวงหาไม้เพื่อซ่อมแซมสิ่งนั้น.

 

บทว่า  สกฏ  ได้แก่ เกวียนชั่วคราวเท่านั้น

ทำให้แปลกจากของคฤหัสถ์

มิใช่แต่เกวียนอย่างเดียวเท่านั้น

แม้อุปกรณ์อื่น ๆ มีมีด

 

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค 

เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 215

 

ขวานและจอบเป็นต้น ก็ควรแสวงหาอย่างนี้.

 

บทว่า  ปุริโส  ความว่า

ควรแสวงหาคนมาช่วยงาน

คือ พูดกะคนใดคนหนึ่งว่า

ท่านจักช่วยงานได้ไหม

 

เมื่อเขาบอกว่า

กระผมจักช่วยขอรับ

ควรให้เขาทำสิ่งที่ต้องการว่า ท่านจงทำสิ่งนี้ ๆ.

 

บทว่า  น  เตฺววาห คามณิ  เกนจิ  ปริยาเยน  ความว่า 

แต่เรามิได้กล่าวถึงทองและเงิน

ว่าสมณศากยบุตรพึงแสวงหา ด้วยเหตุอะไร ๆ เลย.

 

จบ  อรรถกถามณิจูฬกสูตรที่ ๑๐

(มณิจูฬกสูตร)

มมร. เล่ม 29 หน้า 212-215 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 200-202 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/29-212-1.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ภิกษุไม่พึงยินดี ไม่พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไร ๆ เลย.

 

 

มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย

ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส

เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการกสั่งว่า

สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะจากกัปปิยภัณฑ์นั้นได้

แต่เรามิได้กล่าวว่า

พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายไร ๆ เลย.

(เภสัชชขันธกะ)

มมร. เล่ม 7 หน้า 149 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 140-141 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/7-149-3.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------

 

ในจุลศีลก็ห้ามภิกษุรับทอง-เงิน

 

จุลศีล

 

(๑๐๓) มหาบพิตร

อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

 

๑. ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์

วางไม้ วางมีด มีความละอายมีความเอ็นดู

มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

๒. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์

รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้

ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

๓. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์

ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล

เว้นขาดจากเมถุน อันเป็นเรื่องของชาวบ้าน

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

๔. เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ

พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน

ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก 

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 310

 

๕. เธอละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด 

ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น

เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน

หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้

เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน

สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง

ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง

ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีคนผู้พร้อมเพรียงกัน

เพลิดเพลินคนผู้พร้อมเพรียงกัน

กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

๖. เธอละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ 

กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ

เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

๗. เธอละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ 

พูดถูกกาล พูดจริง พูดเป็นอรรถ พูดเป็นธรรม

พูดเป็นวินัย พูดมีหลัก มีที่อ้าง มีที่สุด

ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

๘. เธอเว้นขาดจากการพรากพืชคาม และภูตคาม.

 

๙. เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดเว้นการฉันในเวลาวิกาล.

 

๑๐. เธอเว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี

และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล.

 

๑๑. เธอเว้นขาดจากการทัดทรงประดับ 

และตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม

และเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว.

 

๑๒. เธอเว้นขาดจากการนั่งนอน

บนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่.

 

๑๓. เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน.

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 311

 

๑๔. เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ.

 

๑๕. เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ.

 

๑๖. เธอเว้นขาดจากการรับสตรี และกุมารี.

 

๑๗. เธอเว้นขาดจากการรับทาสี และทาส.

 

๑๘. เธอเว้นขาดจากการรับแพะ และแกะ.

 

๑๙. เธอเว้นขาดจากการรับไก่ และสุกร.

 

๒๐. เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา.

 

๒๑. เธอเว้นขาดจากการรับไร่นา และที่ดิน.

 

๒๒. เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรม และการรับใช้.

 

๒๓. เธอเว้นขาดจากการซื้อ การขาย.

 

๒๔. เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง 

การโกงด้วยของปลอมและการโกงด้วยเครื่องตวงวัด.

 

๒๕. เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง.

 

๒๖. เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ

การตีชิง การปล้น และกรรโชก

 

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

จบจุลศีล

 

มัชฌิมศีล

 

(๑๐๔) ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคาม และภูตคาม

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคามเห็นปานนี้

คือพืชเกิดแต่

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 312

 

เง่า พืชเกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ผล 

พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ดเป็นที่ครบห้า

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๐๕) ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังประกอบการบริโภคของที่ทำการสะสมไว้เห็นปานนี้ คือ

สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า สะสมยาน

สะสมที่นอน สะสมของหอม สะสมอามิส

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๐๖) ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ

การฟ้อนรำ การขับร้อง การประโคม มหรสพ มีการรำเป็นต้น

การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี

การเล่นตีกลอง ฉากบ้านเมืองที่สวยงาม

การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง

การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ

ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา

รำกระบี่กระบอง ชกมวย มวยปล้ำ การรบ

การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

 

(๑๐๗) ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนัน

อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

เช่นอย่างสมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังขวนขวายเล่นการพนัน

อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเห็นปานนี้ คือ

เล่นหมากรุกแถวละ ๘ ตา แถวละ ๑๐ ตา

เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว

เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสกา

เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถน้อย ๆ เล่นหกคะเมน

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 313

 

เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถน้อย ๆ

เล่นธนูน้อย ๆ เล่นเขียนทายกัน

เล่นทายใจ เล่นเลียนคนพิการ

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๐๘) ๕. ภิกษุเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงให้เห็นปานนี้ คือ

เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย

ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย

เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะสีขาว

เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น

เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย มีสีหะและเสือเป็นต้น

เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว

เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทอง

และเครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คน

เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ

เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ชื่ออชินะ อันมีขนอ่อนนุ่ม

เครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด

เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๐๙) ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบการ

ประดับตกแต่งร่างกาย อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังขวนขวายประกอบการประดับตกแต่งร่างกาย

อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัวเห็นปานนี้ คือ

อบตัวไคลอวัยวะ อาบน้ำหอม นวด ส่องกระจก

แต้มตา ทัดดอกไม้ ประเทืองผิว ผัดหน้า ทาปาก

ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้เท้า ใช้กลักยา

ใช้ดาบ ใช้ขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้าประดับวิจิตร

ติดกรอบหน้า ปักปิ่น

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 314

 

ใช้พัดวาลวีชนี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้ามีชาย

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๑๐) ๗. ภิกษุเว้นขาดจากติรัจฉานกถา

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังประกอบติรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือ

พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์

เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ

เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม

เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร

เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ

เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว

เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล

เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๑๑) ๘. ภิกษุเว้นขาดจากการกล่าวคำแก่งแย่งกัน

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังขวนขวายกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันเห็นปานนี้ เช่นว่า

ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึง

ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร

ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก

ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์

คำที่ควรจะกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง

คำที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน

ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมา ผันแปรไปแล้ว

ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว

ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย

มิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๑๒) ๙. ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรม และการรับ

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 315

 

ใช้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก 

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังขวนขวายประกอบทูตกรรมและการรับใช้เห็นปานนี้ คือ

รับเป็นทูตของพระราชา ราชมหาอำมาตย์

กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี และกุมารว่า

ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น

ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงนำเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา ดังนี้

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๑๓) ๑๐. ภิกษุเว้นขาดจากการพูดหลอกลวง และการพูดเลียบเคียง 

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม

พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

จบมัชฌิมศีล

 

มหาศีล

 

(๑๑๔ ) ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ

ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายฟ้าผ่าเป็นต้น

ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า

ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน

ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ

ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ

ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ

ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ

ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก

เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน

เป็นหมองู

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 316

 

เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมงป่อง 

เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก

เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ

เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง

 

(๑๑๕) ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ

ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะผ้า

ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะศาสตรา

ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร

ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ

ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ

ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี

ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี

ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า

ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ

ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ

ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่

ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย

ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๑๖) ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ

ดูฤกษ์ยาตราทัพ

ว่าพระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก

พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย

พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย

พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย

พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย

พระราชาองค์นี้จักมีชัย พระราชาองค์นี้จักปราชัย

เพราะเหตุนี้ ๆ

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 317

 

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๑๗) ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์บางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ

พยากรณ์ว่าจักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูกทาง

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง

ดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง

จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง

จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้

สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้

นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้

ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้

ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้

มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้

แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลเป็นอย่างนี้

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลเป็นอย่างนี้

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลเป็นอย่างนี้

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๑๘) ๕. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 318

 

ศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ

พยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง

จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักมีภิกษาหาได้ยาก

จักมีความเกษม จักมีภัย

จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้

หรือนับคะแนนคำนวณ นับประมวลแต่งกาพย์ โลกายตศาสตร์

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๑๙) ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ

ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล

ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง

ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์

ดูโชคดี ดูเคราะห์ ให้ยาผดุงครรภ์

ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง

ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ให้หูไม่ได้ยินเสียง

เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว

เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์

บวงสรวงท้าวมหาพรหม

ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๒๐) ๗.  ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา

เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก

ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว

ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ

ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี

สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน

ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย

ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่

พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ

ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย

ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน

ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง

ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู

ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยา

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 319

 

ทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา 

ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ชะแผล

แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

 

(๑๒๑) มหาบพิตร ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้

ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ เลย

เพราะศีลสังวรนั้นเปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก

กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ เพราะราชศัตรูนั้น

 

มหาบพิตร ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแล

สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว

ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหน ๆ

เพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้

ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน

 

มหาบพิตร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล.

 

จบมหาศีล 

(สามัญญผลสูตร)

มมร. เล่ม 11 หน้า 309-319 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 263-271 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/11-309-8.html

 

--------------------------------------------------------------------------------------------

 

ถ้าพระจัดการเงินก็ผิดอีก

 

ถ้าชาวนาทั้งหลายนำกหาปณะมากล่าวว่า

กหาปณะเหล่านี้พวกผมนำมาเพื่อสงฆ์,

และภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง กล่าวว่า

ท่านจงนำผ้ามาด้วยกหาปณะเท่านี้,

จงจัดข้าวยาคูเป็นต้นด้วยกหาปณะประมาณเท่านี้

ด้วยความสำคัญว่า สงฆ์ไม่รับกหาปณะ

สิ่งของที่พวกเขานำมา เป็นอกัปปิยะแก่พวกภิกษุทั่วไป.

 

ถามว่า เพราะเหตุไร

ตอบว่า เพราะภิกษุจัดการกหาปณะ.

 

(พรรณนาราชสิกขาบทในอรรถกถาพระวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา)

มมร. เล่ม 3 หน้า 869 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 818 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/3-869-8.html

 

----------------------------------------------------------------------------------------------

 

ถ้าพระนำเงินไปซื้อสิ่งของต่างๆ

หรือนำไปสร้างสถานที่ต่างๆ ก็ผิดเพิ่มขึ้นอีก

 

โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๙

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

 

[๑๐๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่

ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี

 

ครั้งนั้นพระฉัพพัคคีย์ถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะ มีประการต่าง ๆ

 

ชาวบ้านพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า

ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร

จึงได้ถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ

เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า

 

ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน

โพนทะนาอยู่ บรรดาผู้ที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ

มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา

ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า

ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 958

 

ถึงการซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ เล่า

แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

 

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์

ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น

แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ข่าวว่า พวกเธอถึงการซื้อขายด้วยรูปิยะ

มีประการต่าง ๆ  จริงหรือ

 

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า

จริง พระพุทธเจ้าข้า

 

ทรงติเตียน

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า

ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย

การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ

ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ

ไฉนพวกเธอจึงได้ถึงการซื้อขายด้วยรูปิยะ

มีประการต่าง ๆ เล่า

การกระทำของพวกเธอนั่น

ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว

โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น

เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

 

ทรงบัญญัติสิกขาบท

 

ครั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้ว

ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก

ความเป็นคนบำรุงยาก

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 959

 

ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ

ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน

ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย

ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ

ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส

การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย

ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น

ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย

แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล

เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย

อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ

เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑

เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑

เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑

เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑

เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑

เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑

เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑

เพื่อความตั้งมั่นเเห่งพระสัทธรรม ๑

เพื่อถือตามพระวินัย ๑

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

 

พระบัญญัติ

 

๓๘. ๙.  อนึ่ง ภิกษุใดถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะ

มีประการต่าง ๆ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ 

 

เรื่องพระฉัพพัคคีย์  จบ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 960

 

สิกขาบทวิภังค์

 

[๑๑๐]  บทว่า  อนึ่ง...ใด  ความว่า ผู้ใด คือ

ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด

มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด

มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด

เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม

นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  อนึ่ง...ใด.

 

บทว่า  ภิกษุ  ความว่า

ที่ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ

ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร

ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว

ชื่อว่า  ภิกษุ  โดยสมญา

ชื่อว่า  ภิกษุ  โดยปฏิญญา

ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ

ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า

เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์

ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ

ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า มีสารธรรม

ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ

ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า  เป็นพระอเสขะ

ชื่อว่า  ภิกษุ  เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกัน

อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ

บรรดาภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบท

ให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ

นี้ชื่อว่า  ภิกษุ  ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

 

ที่ชื่อว่า  มีประการต่างๆ  คือ

เป็นรูปพรรณบ้าง ไม่เป็นรูปพรรณบ้าง

เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณบ้าง

 

ที่ชื่อว่า  เป็นทั้งรูปพรรณ  ได้แก่

เครื่องประดับศีรษะ เครื่องประดับคอ

เครื่องประดับมือ เครื่องประดับเท้า เครื่องประดับสะเอว.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 961

 

ที่ชื่อว่า  ไม่เป็นรูปพรรณ  คือ ที่เรียกกันว่าเป็นแท่ง

 

ที่ชื่อว่า  เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ  ได้แก่ ของ ๒ อย่างนั้น

 

ที่ชื่อว่า  รูปิยะ  ได้แก่

ทองคำ กหาปณะ มาสกที่ทำด้วยโลหะ

มาสกที่ทำด้วยไม้ มาสกที่ทำด้วยครั่ง

ซึ่งใช้เป็นมาตราสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้.

 

บทว่า  ถึงความซื้อขาย  คือ

เอาของที่เป็นรูปพรรณซื้อของที่เป็นรูปพรรณ

เป็นนิสสัคคีย์

 

เอาของที่เป็นรูปพรรณ ซื้อของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณ

เป็นนิสสัคคีย์

 

เอาของที่เป็นรูปพรรณ

ซื้อของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ

เป็นนิสสัคคีย์

 

เอาของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณ ซื้อของที่เป็นรูปพรรณ

เป็นนิสสัคคีย์

 

เอาของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณ

ซื้อของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณเป็น

นิสสัคคีย์

 

เอาของที่ยังไม่เป็นรูปพรรณ

ซื้อของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ

เป็นนิสสัคคีย์

 

เอาของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ

ซื้อของที่เป็นรูปพรรณ

เป็นนิสสัคคีย์

 

เอาของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ

ซื้อของที่มิใช่รูปพรรณ

เป็นนิสสัคคีย์

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 962

 

เอาของที่เป็นทั้งรูปพรรณและมิใช่รูปพรรณ

ซื้อของที่เป็นทั้งรูปพรรณเละมิใช่รูปพรรณ

เป็นนิสสัคคีย์

 

ของที่ซื้อขายด้วยรูปิยะ ซึ่งเป็นนิสสัคคีย์นั้น

ต้องเสียสละในท่ามกลางสงฆ์

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แลภิกษุพึงเสียสละของนั้น อย่างนี้:-

 

วิธีเสียสละของที่ซื้อขายด้วยรูปิยะ

 

ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์

ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า

กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า

นั่งกระโหย่งเท้าประณมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

 

ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะมีประการต่าง ๆ

ของสิ่งนี้ของข้าพเจ้า เป็นของจำจะสละ

ข้าพเจ้าสละของสิ่งนี้แก่สงฆ์

 

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ

ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ

ถ้าคนทำการวัด หรืออุบาสกเดินมาในสถานที่เสียสละนั้น

พึงบอกเขาว่า

ท่านจงรู้ของสิ่งนี้

 

ถ้าเขาถามว่า

จะให้ผมนำของสิ่งนี้ไปหาอะไรมา

อย่าบอกว่า จงนำของสิ่งนี้หรือของสิ่งนี้มา

ควรบอกแต่ของที่เป็นกัปปิยะ เช่น

เนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง หรือน้ำอ้อย

ถ้าเขานำของสิ่งนั้นไปแลกของที่เป็นกัปปิยะมาถวาย

เว้นภิกษุผู้ซื้อขายด้วยรูปิยะ

ภิกษุนอกนั้นฉันได้ทุกรูป

 

ถ้าได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี

ถ้าไม่ได้ พึงบอกเขาว่า โปรดช่วยทิ้งของสิ่งนี้

ถ้าเขาทิ้งให้ นั่นเป็นการดี

ถ้าเขาไม่ทิ้งให้

พึงสมมติภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 963

 

องค์ ๕ ของภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ

 

องค์ ๕ นั้น คือ

๑. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะความชอบพอ

๒. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะเกลียดชัง

๓. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะงมงาย

๔. ไม่ถึงความลำเอียงเพราะกลัว และ

๕. รู้จักว่าทำอย่างไรเป็นอันทิ้ง หรือไม่เป็นอันทิ้ง

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แลสงฆ์พึงสมมติภิกษุนั้น อย่างนี้:-

 

วิธีสมมติภิกษุผู้ทิ้งรูปิยะ

 

พึงขอภิกษุให้รับตกลงก่อน

ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ

พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

 

คำสมมติ

 

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว

สงฆ์พึงสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ นี้เป็นญัตติ

 

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า

สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ

การสมมติภิกษุมีชื่อนี้ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ

ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง

ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด  ท่านผู้นั้นพึงพูด

 

ภิกษุมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะแล้ว

ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง

ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้

 

ภิกษุผู้รับสมมติแล้วนั้น

พึงทิ้งอย่าหมายที่ตก

ถ้าทิ้งหมายที่ตก

ต้องอาบัติทุกกฏ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 964

 

บทภาชนีย์

 

[๑๑๑] รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ ซื้อขายรูปิยะ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

รูปิยะ ภิกษุสงสัย ซื้อขายรูปิยะ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ ซื้อขายรูปิยะ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

 

มิใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ ซื้อขายรูปิยะ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

มิใช่รูปิยะ ภิกษุสงสัย ซื้อขายรูปิยะ

เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

มิใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ ซื้อขายรูปิยะ

เป็นนิสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

ทุกกฏ

 

มิใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่าเป็นรูปิยะ...

ต้องอาบัติทุกกฏ

 

มิใช่รูปิยะ ภิกษุสงสัย...

ต้องอาบัติทุกกฏ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 965

 

ไม่ต้องอาบัติ

 

มิใช่รูปิยะ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ...

ไม่ต้องอาบัติ

 

อนาปัตติวาร

 

[๑๑๒]  ภิกษุวิกลจริต ๑

ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑

ไม่ต้องอาบัติแล.

 

โกสิยวรรค  สิกขาบทที่  ๙  จบ

(โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 9)(เรื่องพระฉัพพัคคีย์)

มมร. เล่ม 3 หน้า 957-965 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 903-910 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/3-957-10.html

 

--------------------------------------------------------------------------------------

 

ในคำว่า  สงฺฆมชฺเฌ นิสฺสชฺชิตพฺพํ  นี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า

พึงสละแก่สงฆ์ หรือแก่คณะ หรือแก่บุคคล

ก็เพราะธรรมดาว่ารูปิยะเป็นอกัปปิยะ (เป็นของไม่สมควร).

 

อนึ่ง เพราะรูปิยะนั้น เป็นเพียงแต่ภิกษุรับไว้เท่านั้น

เธอไม่ได้จ่ายหากัปปิยภัณฑ์อะไรด้วยรูปิยะนั้น;

ฉะนั้น เพื่อทรงแสดงการใช้สอยโดยอุบาย

จึงตรัสว่า พึงสละในท่ามกลางแห่งสงฆ์.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 949

 

[ปัจจัยที่ได้จากรูปิยะที่ภิกษุรับ ไม่ควรแก่เธอผู้รับ]

 

ข้อว่า  รูปิยปฏิคฺคาหกํ   ฐเปตฺวา  สพฺเพเหว  ปริภุญฺชิตพฺพํ  มีความว่า

ภิกษุทั้งหมดพึงแจกกันบริโภค.

ภิกษุผู้รับรูปิยะไม่พึงรับส่วนแบ่ง.

แม้ได้ส่วนที่ถึงแก่พวกภิกษุอื่น

หรืออารามิกชนแล้ว จะบริโภคก็ไม่ควร.

 

โดยที่สุด เนยใส หรือน้ำมันนั้น อันดิรัจฉานมีลิงเป็นต้น

ลักเอาไปจากส่วนแบ่งนั้น วางไว้ในป่า

หรือที่หล่นจากมือของสัตว์เหล่านั้น

ยังเป็นของอันดิรัจฉานหวงแหนก็ดี

เป็นของบังสุกุลก็ดี ไม่สมควรทั้งนั้น.

 

แม้จะอบเสนาสนะ

ด้วยน้ำอ้อยที่นำมาจากส่วนแบ่งนั้นก็ไม่ควร.

 

จะตามประทีปด้วยเนยใส หรือน้ำมันแล้วนอนก็ดี

กระทำกสิณบริกรรมก็ดี สอนหนังสือก็ดี

ด้วยแสงสว่างแห่งประทีป ไม่ควร.

 

อนึ่ง จะทาแผลที่ร่างกายด้วยน้ำมัน

น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น

จากส่วนแบ่งนั้น ก็ไม่ควรเหมือนกัน.

 

คนทั้งหลาย เอาวัตถุนั้น

จ่ายหาเตียงและตั่งเป็นต้นก็ดี

สร้างอุโบสถาคารก็ดี สร้างโรงฉันก็ดี

จะบริโภคใช้สอย ก็ไม่ควร.

 

แม้ร่มเงา (แห่งโรงฉัน เป็นต้น) 

อันแผ่ไปอยู่ตามเขตของเรือน ก็ไม่ควร.

 

ร่มเงาที่เลยเขตไป ควรอยู่ เพราะเป็นของจรมา.

 

จะเดินไปตามทางก็ดี สะพานก็ดี เรือก็ดี แพก็ดี 

ที่เขาจำหน่ายวัตถุนั้นสร้างไว้ไม่ควร.

 

จะดื่มหรือใช้สอยน้ำที่เอ่อขึ้นเต็มปริ่มสระโบกขรณี 

ซึ่งเขาให้ขุดด้วยวัตถุนั้นก็ไม่ควร.

 

แต่ว่า เมื่อน้ำภายใน (สระ) ไม่มี น้ำที่ไหลมาใหม่ หรือ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 950

 

น้ำฝนไหลเข้าไป สมควรอยู่.

 

แม้น้ำที่มาใหม่ซึ่งซื้อมาพร้อมกับสระโบกขรณี 

ที่ซื้อมา (ด้วยวัตถุนั้น) ก็ไม่ควร.

 

สงฆ์ตั้งวัตถุนั้นเป็นของฝาก (เก็บดอกผล) บริโภคปัจจัย

แม้ปัจจัยเหล่านั้น ก็ไม่ควรแก่เธอ.

แม้อารามซึ่งเป็นที่อันสงฆ์รับไว้ (ด้วยวัตถุนั้น)

ก็ไม่ควรเพื่อบริโภคใช้สอย.

 

ถ้าพื้นดินก็ดี พืชก็ดี เป็นอกัปปิยะ, 

จะใช้สอยพื้นดิน จะบริโภคผลไม้ ไม่ควรทั้งนั้น.

 

ถ้าภิกษุซื้อพื้นดินอย่างเดียว เพาะปลูกพืชอื่น,

จะบริโภคผล ควรอยู่.

 

ถ้าพืชภิกษุซื้อมาปลูกลงในพื้นดินอันเป็นกัปปิยะ

จะบริโภคผล ไม่ควร.

 

จะนั่งหรือนอนบนพื้นดิน ควรอยู่.

 

ข้อว่า  สเจ โส ฉฑฺเฑติ  มีความว่า

เขาโยนทิ้งไป ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง.

ถ้าแม้นเขาไม่ทิ้ง หรือถือเอาไปเสียเอง,

ไม่พึงห้ามเขา

 

ข้อว่า  โน เจ ฉฑฺเฑติ  มีความว่า

ถ้าเขาไม่ถือเอาไป และไม่ทิ้งให้ หลีกไปตามความปรารถนา

ด้วยใส่ใจว่า ประโยชน์อะไรของเราด้วยการขวนขวายนี้,

ลำดับนั้น สงฆ์พึงสมมติภิกษุผู้มีลักษณะ

ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเเล้ว ให้เป็นผู้ทิ้งรูปิยะ.

(พรรณนารูปิยสิกขาบท)

มมร. เล่ม 3 หน้า 948 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 895 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/3-948-17.html

 

[อธิบายปัตตจตุกกะเป็นอุทาหรณ์]

 

อนึ่ง ผู้ศึกษาพึงทราบปัตตจตุกกะนี้

อันแสดงถึงความที่รูปิยสัพโยหารสิกขาบทนี้หนัก.

 

ความพิสดารว่า ภิกษุใด รับเอารูปิยะ

แล้วจ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น, 

ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้น แล้วให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น.

บาตรนี้ ชื่อว่า เป็นมหาอกัปปิยะ

ภิกษุนั้นไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ.

 

ก็ถ้าว่า ทำลายบาตรนั้นแล้วให้ช่างทำกระถาง.

แม้กระถางนั้นก็เป็นอกัปปิยะ.

 

ให้กระทำมีด แม้ไม้สีฟันที่ตัดด้วยมีดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ.

 

ให้กระทำเบ็ด แม้ปลาที่เขาให้ตายด้วยเบ็ดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ.

 

ภิกษุให้ช่างเผาตัวมีดให้ร้อนแล้ว แช่น้ำ หรือนมสดให้ร้อน. 

แม้น้ำและนมสดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะเช่นกัน.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 969

 

ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า

ก็ภิกษุใด รับรูปิยะแล้วซื้อบาตรด้วยรูปิยะนั้น,

แม้บาตรนี้ของภิกษุนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ

ไม่สมควรแม้แก่สหธรรมิกทั้ง ๕.

 

แต่ภิกษุนั้นอาจทำบาตรนั้น ให้เป็นกัปปิยะได้.

จริงอยู่ บาตรนั้น จะเป็นกัปปิยะได้

ต่อเมื่อให้มูลค่าแก่เจ้าของมูลค่า

และเมื่อให้บาตรแก่เจ้าของบาตร.

ภิกษุจะให้กัปปิยภัณฑ์แล้วรับเอาไปใช้สอยสมควรอยู่.

 

ฝ่ายภิกษุใด ให้รับเอารูปิยะไว้แล้ว

ไปยังตระกูลช่างเหล็กกับด้วยกัปปิยการก

เห็นบาตรแล้วพูดว่า บาตรนี้ เราชอบใจ.

และกัปปิยการกให้รูปิยะนั้นแล้ว ให้ช่างเหล็กตกลง.

แม้บาตรใบนี้ อันภิกษุนั้นถือเอาโดยกัปปิยโวหาร

เป็นเช่นกับบาตรใบที่ ๒ นั่นเอง

จัด เป็นอกัปปิยะเหมือนกัน เพราะภิกษุรับมูลค่า.

 

ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ควรแก่สหธรรมิกที่เหลือ ?

แก้ว่า เพราะไม่เสียสละมูลค่า.

 

อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รับรูปิยะไปยังตระกูลช่างเหล็ก

พร้อมกับกัปปิยการกที่ทายกส่งมาว่า

ท่านจงซื้อบาตรถวายพระเถระ

เห็นบาตรแล้ว ให้กัปปิยการกจ่ายกหาปณะว่า

เธอจงรับเอากหาปณะเหล่านี้แล้ว

ให้บาตรนี้แล้วได้ถือเอาไป.

บาตรนี้ ไม่ควรแก่ภิกษุรูปนี้เท่านั้น เพราะจัดการไม่ชอบ,

แต่ควรแก่ภิกษุเหล่าอื่น เพราะไม่ได้รับมูลค่า.

ได้ทราบว่า อุปัชฌาย์ของพระมหาสุมเถระ

มีชื่อว่าอนุรุทธเถระ.

ท่านบรรจุบาตรเห็นปานนี้ของตน

ให้เต็ม ด้วยเนยใสแล้ว สละแก่สงฆ์.

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 970

 

พวกสัทธิวิหาริกแม้ของพระจุลนาคเถระผู้ทรงไตรปิฎก 

ก็ได้มีบาตรเช่นนั้นเหมือนกัน.

พระเถระสั่งให้บรรจุบาตรนั้นให้เต็ม

ด้วยเนยใสแล้วให้เสียสละแก่สงฆ์ ดังนี้แล.

นี้ชื่ออกัปปิยปัตตจตุกกะ.

 

ก็ถ้าว่า ภิกษุไม่รับรูปิยะไปสู่ตระกูล แห่งช่างเหล็ก 

พร้อมด้วยกัปปิยการกที่ทายกส่งมาว่า

เธอจงซื้อบาตรถวายพระเถระ

เห็นบาตรแล้วกล่าวว่า

บาตรนี้เราชอบใจ หรือว่า เราจักเอาบาตรนี้,

และกัปปิยการกจ่ายรูปิยะนั้นให้แล้ว

ให้ช่างเหล็กยินยอมตกลง.

บาตรนี้สมควรทุกอย่าง

ควรแก่การบริโภคแม้เเห่งพระพุทธทั้งหลาย.

(พรรณนารูปิยสัพโยหารสิกขาบท)

มมร. เล่ม 3 หน้า 968 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 914 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/3-968-12.html

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

 

เมื่อพระรับเงินแล้วไม่แก้ไขเมื่อบริโภคอาหารของชาวบ้าน 

ก็จะบริโภคอย่างขโมย อย่างอลัชชีบริโภค

ซึ่งเมื่อพระอื่นบริโภคร่วมกับอลัชชีทั้งที่รู้อยู่

ก็จะเป็นอลัชชีไปด้วยต้องอาบัติเพิ่มไปได้อีก

จากพระรับเงินแล้วไม่แก้ไขที่อยู่ในวัดเพียงรูปเดียว

ก็จะทำให้พระรูปอื่นภายในวัดต้องอาบัติไปด้วยได้

 

[อธิบายการบริโภคปัจจัยมี ๔ อย่าง]

 

จริงอยู่ การบริโภค มี ๔ อย่าง คือ

ไถยบริโภค (บริโภคอย่างขโมย) ๑

อิณบริโภค (บริโภคอย่างเป็นหนี้) ๑

ทายัชชบริโภค (บริโภคอย่างเป็นผู้รับมรดก) ๑

สามีบริโภค (บริโภคอย่างเป็นเจ้าของ) ๑

 

บรรดาการบริโภค ๔ อย่างนั้น 

การบริโภคของภิกษุผู้ทุศีลซึ่งนั่งบริโภคอยู่

แม้ในท่ามกลางสงฆ์ ชื่อว่า ไถยบริโภค.

 

การบริโภคไม่พิจารณาของ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 952

 

ภิกษุผู้มีศีล

ชื่อว่า อิณบริโภค.

เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีศีลพึงพิจารณาจีวร

ทุกขณะที่บริโภคใช้สอย

บิณฑบาตพึงพิจารณาทุก ๆ คำกลืน.

เมื่อไม่อาจอย่างนั้น

พึงพิจารณาในกาลก่อนฉัน หลังฉัน

ยามต้น ยามกลางและยามสุดท้าย.

หากเมื่อเธอไม่ทันพิจารณาอรุณขึ้น,

ย่อมตั้งอยู่ในฐานะบริโภคติดหนี้.

 

แม้เสนาสนะ ก็พึงพิจารณาทุก ๆ ขณะที่ใช้สอย. 

ความมีสติเป็นปัจจัยทั้งในขณะรับทั้งในขณะบริโภคเภสัช

ย่อมควร.

 

แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น

ก็เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ทำสติในการรับ

ไม่ทำในการบริโภคอย่างเดียว.

แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่ทำสติในการรับ

ทำแต่ในเวลาบริโภค.

 

ก็สุทธิมี ๔ อย่าง คือ 

เทสนาสุทธิ (หมดจดด้วยการแสดง) ๑

สังวรสุทธิ (หมดจดด้วยสังวร) ๑

ปริยิฎฐิสุทธิ (หมดจดด้วยการแสวงหา) ๑

ปัจจเวกขณสุทธิ (หมดจดด้วยการพิจารณา) ๑

 

บรรดาสุทธิ ๔ อย่างนั้น 

ปาฏิโมกขสังวรศีล ชื่อว่าเทสนาสุทธิ.

ก็ปาฏิโมกขสังวรศีลนั้น ท่านเรียกว่า เทสนาสุทธิ

เพราะบริสุทธิ์ด้วยการแสดง.

 

อินทรียสังวรศีล ชื่อว่าสังวรสุทธิ. 

ก็อินทรียสังวรศีลนั้น ท่านเรียกว่า สังวรสุทธิ

เพราะบริสุทธิ์ด้วยสังวร

คือ การตั้งจิตอธิษฐานว่า

เราจักไม่ทำอย่างนี้อีกเท่านั้น.

 

อาชีวปริสุทธิศีล ชื่อว่า ปริยิฎฐิสุทธิ. 

ก็อาชีวปาริสุทธิศีลนั้นท่านเรียกว่า ปริยิฎฐิสุทธิ

เพราะว่า เป็นความบริสุทธิ์ด้วยการแสวงหาของภิกษุ

ผู้ละอเนสนาแล้วยังปัจจัยทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยธรรม โดยสม่ำเสมอ.

 

ปัจจัยบริโภคสันนิสสิตศีล ชื่อว่า ปัจจเวกขณสุทธิ.

จริงอยู่ปัจจัยบริโภคสันนิสสิตศีลนั้น

ท่านเรียกว่า ปัจจเวกขณสุทธิ เพราะ

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 953

 

บริสุทธิ์ด้วยการพิจารณาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

โดยนัยมีอาทิว่า

ภิกษุย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วเสพจีวร ดังนี้.

 

เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า

แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่ทำสติในการรับ

ทำแต่ในการบริโภค.

 

การบริโภคปัจจัยของพระเสขะ ๗ จำพวก

ชื่อว่า ทายัชชบริโภค.

จริงอยู่ พระเสขะ ๗ จำพวกนั้น

เป็นพระโอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้า;

เพราะฉะนั้น จึงเป็นทายาทแห่งปัจจัยอันเป็นของพระพุทธบิดา

บริโภคอยู่ซึ่งปัจจัยเหล่านั้น.

 

ถามว่า ก็พระเสขะเหล่านั้น

บริโภคปัจจัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า

หรือบริโภคปัจจัยของพวกคฤหัสถ์ ?

ตอบว่า ปัจจัยเหล่านั้น แม้อันพวกคฤหัสถ์ถวาย ก็จริง.

แต่ชื่อว่าเป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้า

เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้

 

เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า

พระเสขะเหล่านั้น

บริโภคปัจจัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

 

ก็ธรรมทายาทสูตร

เป็นเครื่องสาธกในการบริโภคปัจจัย

ของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้.

 

การบริโภค ของพระขีณาสพทั้งหลาย

ชื่อว่า สามีบริโภค.

จริงอยู่พระขีณาสพทั้งหลายเหล่านั้น

ชื่อว่าเป็นเจ้าของบริโภค

เพราะล่วงความเป็นทาสแห่งตัณหาได้แล้ว.

 

บรรดาการบริโภคทั้ง ๔ นี้

สามีบริโภคและทายัชชบริโภค

ย่อมควรแม้แก่ภิกษุทุกจำพวก.

 

อิณบริโภค ไม่สมควรเลย. 

ในไถยบริโภค ไม่มีคำจะพูดถึงเลย.

 

[อธิบายว่าการบริโภคอีก ๔ อย่าง]

 

การบริโภคแม้อื่นอีก ๔ คือ 

ลัชชีบริโภค

อลัชชีบริโภค

ธัมมิยบริโภค

อธัมมิยบริโภค.

 

บรรดาการบริโภค ๔ อย่างนั้น

การบริโภค

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 954

 

ของอลัชชีภิกษุร่วมกับลัชชีภิกษุ สมควร.

ไม่พึงปรับอาบัติเธอ.

การบริโภคของลัชชีภิกษุร่วมกับอลัชชีภิกษุ

ย่อมควรตลอดเวลาที่เธอยังไม่รู้.

เพราะว่าธรรมดาภิกษุผู้เป็นอลัชชีมาแต่แรกไม่มี.

เพราะฉะนั้น พึงว่ากล่าวเธอในเวลาทราบว่าเธอเป็นอลัชชีว่า

ท่านทำการละเมิดในกายทวารและวจีทวาร,

การทำนั้น ไม่สมควรเลย, ท่านอย่าได้กระทำอย่างนี้.

ถ้าเธอไม่เอื้อเฟื้อยังคงกระทำอยู่อีก,

ถ้ายังขืนทำการบริโภคร่วมกับอลัชชีนั้น,

แม้เธอก็กลายเป็นอลัชชีไปด้วย.

 

ฝ่ายภิกษุใด กระทำการบริโภคร่วมกับอลัชชี

ผู้ซึ่งเป็นภาระของตน,

แม้ภิกษุนั้น อันภิกษุอื่นเห็นพึงห้าม,

ถ้าเธอไม่ยอมงดเว้น,

ภิกษุแม้รูปนี้ ก็เป็นอลัชชีเหมือนกัน.

 

อลัชชีภิกษุแม้รูปเดียว

ย่อมทำให้ภิกษุเป็นอลัชชีได้แม้ตั้งร้อยรูปอย่างนี้.

ชื่อว่าอาบัติในการบริโภคร่วมกัน

ระหว่างอลัชชีกับอลัชชี ย่อมไม่มี.

การบริโภคร่วมระหว่างลัชชีกับลัชชี

เป็นเช่นเดียวกับขัตติยกุมารสองพระองค์

เสวยร่วมกันในสุวรรณภาชน์.

 

การบริโภคเป็นธรรม และไม่เป็นธรรม

ผู้ศึกษาพึงทราบด้วยอำนาจแห่งปัจจัยนั่นแล.

 

ในการบริโภคเป็นธรรม และไม่เป็นธรรมนั้น

พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้:-

 

ถ้าแม้บุคคลก็เป็นอลัชชี แม้บิณฑบาตไม่เป็นธรรม,

น่ารังเกียจทั้ง ๒ ฝ่าย.

 

บุคคลเป็นอลัชชี แต่บิณฑบาตเป็นธรรม, 

ภิกษุทั้งหลาย รังเกียจบุคคลแล้ว ไม่พึงรับบิณฑบาต.

แต่ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวไว้ว่า

คนทุศีล ได้อุเทศภัตเป็นต้นจากสงฆ์แล้ว ถวายแก่สงฆ์นั่นแล.

อุเทศภัตเป็นต้นนี้ ย่อมควร

เพราะเป็นไปตามที่เขาถวายนั่นเอง.

 

บุคคลเป็น

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 955

 

ลัชชี บิณฑบาตไม่เป็นธรรม,

บิณฑบาตน่ารังเกียจ ไม่ควรรับเอา.

 

บุคคลเป็นลัชชี แม้บิณฑบาตก็เป็นธรรม ย่อมสมควร.

 

[อธิบายการยกย่องและการบริโภคอีกอย่างละ ๒]

 

ยังมีการยกย่อง ๒ อย่าง และการบริโภค ๒ อย่างอีก คือ

การยกย่องลัชชี ๑

การยกย่องอลัชชี ๑

ธรรมบริโภค ๑

อามิสบริโภค ๑,

 

ในการยกย่องและการบริโภคนั้น 

การยกย่องลัชชี แก่อลัชชี สมควร.

เธอไม่ควรถูกปรับอาบัติ.

 

ก็ถ้าว่า ลัชชียกย่องอลัชชี ย่อมเชื้อเชิญด้วยอนุโมทนา

เชื้อเชิญด้วยธรรมกถา อุปถัมภ์ในสกุลทั้งหลาย,

แม้อลัชชีนอกนี้ ก็กล่าวสรรเสริญเธอในบริษัทว่า

อาจารย์ของพวกเราย่อมเป็นผู้เช่นนี้และเช่นนี้,

ภิกษุนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า

ย่อมทำพระศาสนาให้เสื่อมลง คือ ให้อันตรธานไป.

 

ก็บรรดาธรรมบริโภคและอามิสบริโภค

ในบุคคลใด อามิสบริโภคสมควร,

ในบุคคลนั้น แม้ธรรมบริโภค ก็สมควร.

ท่านกล่าวไว้ (ในอรรถกถาทั้งหลาย)

(พรรณนารูปิยสิกขาบท)

มมร. เล่ม 3 หน้า 951-955 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 898-901 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/3-951-16.html

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

 

“ภิกษุมหาโจร”

 

“ภิกษุใด ประกาศตนอันมีอยู่โดยอาการอื่น 

ด้วยอาการอย่างอื่น โภชนะนั้น อันภิกษุนั้น ฉันแล้ว

ด้วยอาการแห่งคนขโมยดุจพรานนกลวงจับนก ฉะนั้น

ภิกษุผู้เลวทรามเป็นอันมาก มีผ้ากาสาวะพันคอ

มีธรรมทรามไม่สำรวมแล้ว

ภิกษุผู้เลวทรามเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงซึ่งนรก

เพราะกรรมทั้งหลายที่เลวทราม

ภิกษุผู้ทุศีลผู้ไม่สำรวมแล้ว

บริโภคก้อนเหล็กแดงดังเปลวไฟ ประเสริฐกว่า

การฉันก้อนข้าวของชาวรัฏฐะ จะประเสริฐอะไร.

 

มหาโจร ๕ จำพวก

 

[๒๓๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

มหาโจร ๕ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก

มหาโจร ๕ จำพวกเป็นไฉน.

 

๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

มหาโจรบางคนในโลกนี้ ย่อมปรารถนาอย่างนี้ว่า

เมื่อไรหนอ เราจักเป็นผู้อันบุรุษร้อยหนึ่ง

หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว

ท่องเที่ยวไปในคามนิคมและราชธานี

เบียดเบียนเอง ให้ผู้อื่นเบียดเบียน

ตัดเอง ให้ผู้อื่นตัด เผาผลาญเอง ให้ผู้อื่นเผาผลาญ

 

สมัยต่อมา เขาเป็นผู้อันบุรุษร้อยหนึ่ง 

หรือพันหนึ่ง แวดล้อมแล้ว

เที่ยวไปในคามนิคมและราชธานี

เบียดเบียนเอง ให้ผู้อื่นเบียดเบียน

ตัดเอง ให้ผู้อื่นตัด เผาผลาญเอง

ให้ผู้อื่นเผาผลาญฉันใด

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้

ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมปรารถนาอย่างนี้ว่า

เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้อันภิกษุร้อยหนึ่ง

หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว

เที่ยวจาริกไปในคามนิคมและราชธานี

อันคฤหัสถ์และบรรพชิต สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง

ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

 

สมัยต่อมา เธอเป็นผู้อันภิกษุร้อยหนึ่ง

หรือพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว

เที่ยวจาริกไปในตามนิคมและราชธานี

อันคฤหัสถ์และบรรพชิต สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ยำเกรง

แล้ว ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชบริขารทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก.

 

๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้

เล่าเรียนธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว ย่อมยกตนขึ้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก.

 

๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้

ย่อมตามกำจัดเพื่อนพรหมจารี ผู้หมดจด

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์อยู่

ด้วยธรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์อันหามูลมิได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก.

 

๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

อีกข้อหนึ่ง ภิกษุผู้เลวทรามบางรูปในธรรมวินัยนี้

ย่อมสงเคราะห์เกลี้ยกล่อมคฤหัสถ์ทั้งหลาย

ด้วยครุภัณฑ์ ครุบริขารของสงฆ์ คือ

อาราม พื้นที่อาราม วิหาร พื้นที่วิหาร เตียง ตั่ง ฟูก

หมอน หม้อโลหะ อ่างโลหะ กระถางโลหะ กระทะโลหะ

มีด ขวาน ผึ่ง จอบ สว่าน เถาวัลย์ ไม้ไผ่ หญ้ามุงกระต่าย

หญ้าปล้อง หญ้าสามัญ ดินเหนียว เครื่องไม้ เครื่องดิน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นมหาโจรจำพวกที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก.

 

๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

ภิกษุผู้กล่าวอวดอุตริมนุสธรรม อันไม่มีอยู่ อันไม่เป็นจริง

นี้จัดเป็นยอดมหาโจร

ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก

ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์

ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะภิกษุนั้น ฉันก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น

ด้วยอาการแห่งคนขโมย.

 

นิคมคาถา

 

ภิกษุใด ประกาศตนอันมีอยู่โดยอาการอื่น 

ด้วยอาการอย่างอื่น โภชนะนั้น อันภิกษุนั้น ฉันแล้ว

ด้วยอาการแห่งคนขโมยดุจพรานนกลวงจับนก ฉะนั้น

ภิกษุผู้เลวทรามเป็นอันมาก มีผ้ากาสาวะพันคอ

มีธรรมทรามไม่สำรวมแล้ว

ภิกษุผู้เลวทรามเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงซึ่งนรก

เพราะกรรมทั้งหลายที่เลวทราม

ภิกษุผู้ทุศีลผู้ไม่สำรวมแล้ว

บริโภคก้อนเหล็กแดงดังเปลวไฟ ประเสริฐกว่า

การฉันก้อนข้าวของชาวรัฏฐะ จะประเสริฐอะไร.

(จตุตถปาราชิกกัณฑ์)

มมร. เล่ม 2 หน้า 452-454 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 432-434 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/2-452-1.html

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------

 

“ว่าด้วยองค์แห่งมหาโจร ๕ ประการ”

 

“ก็ปาปภิกษุเป็นผู้ใช้จ่ายโภคทรัพย์อย่างไร คือ 

ปาปภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ

และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า

ถ้าใครจักกล่าวหาเรื่องบางอย่างกะเรา

เราจักแจกจ่ายลาภกลบเกลื่อนเรื่องนั้น

ถ้าใครกล่าวหาเรื่องบางอย่างกะเธอ

เธอย่อมแจกจ่ายลาภกลบเกลื่อนเรื่องนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ปาปภิกษุเป็นผู้ใช้จ่ายโภคทรัพย์อย่างนี้แล

 

๓. โจรสูตร

ว่าด้วยองค์แห่งมหาโจร ๕ ประการ

 

[๑๐๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ

ย่อมตัดที่ต่อบ้าง ย่อมปล้นทำลายบ้าง

ย่อมทำการปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง

ตีชิงในทางเปลี่ยวบ้าง

องค์ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

มหาโจรในโลกนี้เป็นผู้อาศัยที่ไม่ราบเรียบ ๑

เป็นผู้อาศัยที่รกชัฏ ๑

เป็นผู้อาศัยคนมีกำลัง ๑

เป็นผู้ใช้จ่ายโภคทรัพย์ ๑

เป็นผู้เที่ยวไปคนเดียว ๑

 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต 

เล่ม ๓ - หน้าที่ 236

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

ก็มหาโจรเป็นผู้อาศัยที่ไม่ราบเรียบอย่างไร คือ

มหาโจรในโลกนี้

เป็นผู้อาศัยที่ลุ่มแห่งแม่น้ำ หรือที่ไม่ราบเรียบแห่งภูเขา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

มหาโจรเป็นผู้อาศัยที่ไม่ราบเรียบอย่างนี้แล

 

ก็มหาโจรเป็นผู้อาศัยที่รกชัฏอย่างไร คือ 

มหาโจรในโลกนี้ เป็นผู้อาศัยที่รกชัฏแห่งหญ้าบ้าง

ที่รกชัฏแห่งต้นไม้บ้าง ฝั่งแม่น้ำบ้าง ป่าใหญ่บ้าง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

มหาโจรเป็นผู้อาศัยที่รกชัฏอย่างนี้แล

 

ก็มหาโจรเป็นผู้อาศัยคนมีกำลังอย่างไร คือ 

มหาโจรในโลกนี้ ย่อมอาศัยพระราชาบ้าง

มหาอำมาตย์แห่งพระราชาบ้าง

เขาย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า

ถ้าใครจะกล่าวหาเรื่องบางอย่างกะเรา

พระราชาหรือมหาอำมาตย์แห่งพระราชาเหล่านี้

จักช่วยว่าความให้

ถ้าใครจักกล่าวหาเรื่องบางอย่างกะเขา

พระราชาหรือมหาอำมาตย์แห่งพระราชาเหล่านั้น

ก็ช่วยว่าความให้แก่เขา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

มหาโจรเป็นผู้อาศัยคนมีกำลังอย่างนี้แล

 

ก็มหาโจรย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์อย่างไร คือ 

มหาโจรในโลกนี้ เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก

เขาย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า

ถ้าใครจักกล่าวหาเรื่องบางอย่างกะเรา

เราจักจ่ายโภคทรัพย์กลบเกลื่อนเรื่องนั้น

ถ้าใครกล่าวหาเรื่องบางอย่างกะเขา

เขาย่อมใช้จ่ายโภคทรัพย์กลบเกลื่อนเรื่องนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

มหาโจรเป็นผู้ใช้จ่ายโภคทรัพย์อย่างนี้แล

 

ก็มหาโจรเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวอย่างไร คือ 

มหาโจรในโลกนี้ เป็นผู้ทำโจรกรรมคนเดียว

ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะเขาย่อมปรารถนาว่า

เรื่องลับของเราอย่าได้แพร่งพรายไปภายนอก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

มหาโจรเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวอย่างนี้แล

 

มหาโจรผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แล 

ย่อมตัดที่ต่อบ้าง ย่อมปล้นทำลายบ้าง

ย่อมปล้นเฉพาะเรือนหลังเดียวบ้าง ตีชิงในทางเปลี่ยวบ้าง

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล

ปาปภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ

ย่อมบริหารคนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย

เป็นผู้มีโทษ มีข้อที่วิญญูชน

 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต 

เล่ม ๓ - หน้าที่ 237

 

จะพึงติเตียน และย่อมประสบบาปเป็นอันมาก

ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ

ปาปภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้อาศัยกรรมที่ไม่สม่ำเสมอ ๑

เป็นผู้อาศัยที่รกชัฏ ๑

เป็นผู้อาศัยคนมีกำลัง ๑

เป็นผู้ใช้จ่ายโภคทรัพย์ ๑

เป็นผู้เที่ยวไปคนเดียว ๑

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

ก็ปาปภิกษุเป็นผู้อาศัยกรรมที่ไม่สม่ำเสมออย่างไร คือ

ปาปภิกษุในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ไม่สม่ำเสมอ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ปาปภิกษุเป็นผู้อาศัยกรรมที่ไม่สม่ำเสมออย่างนี้แล

 

ก็ปาปภิกษุเป็นผู้อาศัยที่รกชัฏอย่างไร คือ

ปาปภิกษุในธรรมวินัยนี้

เป็นมิจฉาทิฏฐิประกอบด้วยอันตคาหิกทิฏฐิ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ปาปภิกษุเป็นผู้อาศัยที่รกชัฏอย่างนี้แล

 

ก็ปาปภิกษุเป็นผู้อาศัยคนมีกำลังอย่างไร คือ 

ปาปภิกษุในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้อาศัยพระราชาบ้าง มหาอำมาตย์แห่งพระราชาบ้าง

เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า

ถ้าใครจักกล่าวหาเรื่องบางอย่างกะเรา

พระราชาหรือมหาอำมาตย์แห่งพระราชาเหล่านี้

จักช่วยว่าความให้

ถ้าใครกล่าวหาเรื่องบางอย่างแก่เธอ

พระราชาหรือมหาอำมาตย์แห่งพระราชาเหล่านั้น

ย่อมช่วยว่าความให้แก่เธอ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ปาปภิกษุเป็นผู้อาศัยคนมีกำลังอย่างนี้แล

 

ก็ปาปภิกษุเป็นผู้ใช้จ่ายโภคทรัพย์อย่างไร คือ 

ปาปภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ

และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

เธอย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า

ถ้าใครจักกล่าวหาเรื่องบางอย่างกะเรา

เราจักแจกจ่ายลาภกลบเกลื่อนเรื่องนั้น

ถ้าใครกล่าวหาเรื่องบางอย่างกะเธอ

เธอย่อมแจกจ่ายลาภกลบเกลื่อนเรื่องนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ปาปภิกษุเป็นผู้ใช้จ่ายโภคทรัพย์อย่างนี้แล

 

ก็ปาปภิกษุเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวอย่างไร คือ 

ปาปภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมอยู่ชนบทชายแดนรูปเดียว เธอเข้าไปหา

 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต 

เล่ม ๓ - หน้าที่ 238

 

สกุล (บ้านญาติโยม) ในชนบทนั้น ย่อมได้ลาภ 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ปาปภิกษุเป็นผู้เที่ยวไปคนเดียวอย่างนี้แล.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ปาปภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล

ย่อมบริหารตนให้ถูกกำจัด ถูกทำลาย เป็นผู้มีโทษ

มีข้อที่วิญญูชนจะพึงติเตียนและประสบบาปเป็นอันมาก.

 

จบโจรสูตรที่ ๓ 

(โจรสูตร)

มมร. เล่ม 36 หน้า 235-238 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 233-235 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/36-235-12.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------------

 

เมื่อภิกษุที่มีศีลอยู่ร่วมกับภิกษุอลัชชีก็ยังต้องอาบัติ

 

วิธีการให้นิสัย

 

[๑๓๖] ก็โดยสมัยนั้นแล 

พระฉัพพัคคีย์ให้นิสัยแก่ภิกษุพวกอลัชชี

ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุไม่พึงให้นิสัยแก่ภิกษุพวกอลัชชี

รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.

 

วิธีการถือนิสัย

 

สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายอยู่อาศัยภิกษุพวกอลัชชี

ไม่ช้าไม่นานเท่าไรนัก

แม้พวกเธอก็กลายเป็นพวกอลัชชี เป็นภิกษุเลวทราม

ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุไม่พึงอยู่อาศัยภิกษุพวกอลัชชี

รูปใดอยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ.

 

พระพุทธานุญาตให้สืบสวนก่อนถือนิสัย

 

ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความดำริว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า

ไม่พึงให้นิสัยแก่ภิกษุพวกอลัชชี

และไม่พึงอยู่อาศัยภิกษุพวกอลัชชี

ทำอย่างไรหนอพวกเราจึงจะรู้ว่า

เป็นภิกษุลัชชี หรืออลัชชี

แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้รอ ๔ - ๕ วัน

พอจะสืบสวนรู้ว่า ภิกษุผู้ให้นิสัยเป็นสภาคกัน.

มมร. เล่ม 6 หน้า 351 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 189-190 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/6-351-1.html

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

เมื่อพระรู้อยู่ว่ารับเงินต้องอาบัติได้บาป 

แต่หลอกลวงโยมว่าถวายได้ไม่เป็นอาบัติได้บุญ

เข้าข่ายฉ้อโกงได้ทรัพย์มาตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป

ต้องอาบัติปาราชิก

 

“ปาราชิกอาบัติพึงมีแก่ภิกษุ 

ผู้หลอกลวงฉ้อเอา

หรือขู่กรรโชก คือ แสดงภัย

ถือเอาทรัพย์เป็นของชนเหล่านั้น

ด้วยอาการ ๕ อย่าง

 

อาการแห่งอวหาร 

อาการ ๕ อย่าง

 

[๑๒๒]  ปาราชิกอาบัติ 

พึงมีแก่ภิกษุผู้ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้

ด้วยอาการ ๕ อย่างคือ

ทรัพย์อันผู้อื่นหวงแหน ๑

มีความสำคัญว่าทรัพย์อันผู้อื่นหวงแหน ๑

ทรัพย์มีค่ามากได้ราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ๑

ไถยจิตปรากฏขึ้น ๑

ภิกษุลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฎ

ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย

ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก ๑.

มมร. เล่ม 2 หน้า 30 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 29 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/2-30-15.html

 

[อรรถาธิบายอวหาร ๕ อย่าง]

 

จริงอยู่  ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง 

แอบทำโจรกรรมมีการตัดที่ต่อเป็นต้น

ลักทรัพย์ซึ่งมีเจ้าของ ในเวลากลางคืนหรือกลางวัน

หรือหลอกลวงฉ้อเอาด้วยเครื่องตวงโกง

และกหาปณะปลอมเป็นต้น,

อวหารของภิกษุรูปนั้นนั่นแล

ผู้ถือเอาทรัพย์นั้น พึงทราบว่า เป็นเถยยาวหาร,

ฝ่ายภิกษุใด ข่มเหงผู้อื่น คือ

กดขี่เอาด้วยกำลัง,

ก็หรือขู่กรรโชก คือ แสดงภัย

ถือเอาทรัพย์เป็นของชนเหล่านั้น

เหมือนพวกโจรผู้ฆ่าเชลย ทำประทุษกรรม

มีฆ่าคนเดินทางและฆ่าชาวบ้านเป็นต้น

(และ) เหมือนอิสรชน มีพระราชาและมหาอำมาตย์

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ 

เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 227

 

ของพระราชาเป็นต้น

ซึ่งทำการริบเอาเรือนของผู้อื่นด้วยอำนาจความโกรธ

และใช้พลการเก็บพลี เกินกว่าพลีที่ถึงแก่ตน,

อวหารของภิกษุนั้น ผู้ถือเอาอย่างนั้น

พึงทราบว่า เป็นปสัยหาวหาร

ส่วนอวหารของภิกษุผู้กำหนดหมายไว้แล้วถือเอา

ท่านเรียกว่า ปริกัปปาวหาร.

ปริกัปปาวหารนั้น มี ๒ อย่าง

เนื่องด้วยกำหนดหมายสิ่งของ และกำหนดหมายโอกาส.

มมร. เล่ม 2 หน้า 226-227 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 213 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/2-226-15.html

 

สองบทว่า  ปญฺจมาสโก ปาโท  ความว่า 

ครั้งนั้น ในกรุงราชคฤห์ ๒๐ มาสก เป็นหนึ่งกหาปณะ ;

เพราะฉะนั้น ห้ามาสกจึงเป็นหนึ่งบาท.

ด้วยลักษณะนั้น

ส่วนที่สี่ของกหาปณะพึงทราบว่า เป็นบาทหนึ่ง ในชนบททั้งปวง.

ก็บาทนั้นแล พึงทราบด้วยอำนาจแห่งนีลกหาปณะของโบราณ

ไม่พึงทราบด้วยอำนาจแห่งกหาปณะ

นอกนี้ มีรุทระทามกะกหาปณะเป็นต้น.

 

[ พระพุทธเจ้าทุกองค์ปรับโทษถึงที่สุดเพียงบาทเดียว ]

 

แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว

ก็ทรงบัญญัติปาราชิกด้วยบาทนั้น

ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะมีในอนาคต

ก็จักทรงบัญญัติปาราชิกด้วยบาทนั้น.

จริงอยู่ ความเป็นต่างกัน ในวัตถุปาราชิกหรือในปาราชิก

ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ย่อมไม่มี.

 

วัตถุแห่งปาราชิก ๔ ก็เหมือนกันนี้แหละ

ปาราชิก ๔ ก็เหมือนกันนี้แหละ ไม่มีหย่อนหรือยิ่งกว่านี้.

 

เพราะเหตุนั้น 

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงติเตียนพระธนิยะแล้ว

เมื่อจะทรงบัญญัติทุติยปาราชิกด้วยบาทนั่นเทียว

จึงตรัสคำว่า  โย ปน ภิกฺขุ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ  เป็นต้น.

มมร. เล่ม 2 หน้า 98 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 96-97 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/2-98-7.html

 

-----------------------------------------------------------------------------------

 

พระรับเงินแล้วไม่แก้ไขเป็นผู้ควรเกลียด 

ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้

 

“บุคคลลางคนในโลกนี้เป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันลามก 

(มีการกระทำ) ไม่สะอาด มีความประพฤติน่ารังเกียจ

มีการงานอันปกปิดไม่เป็นสมณะ

แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ

ไม่เป็นพรหมจารี

แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี

เป็นคนเน่าใน เปียกชื้น รกเรื้อ (ด้วยกิเลสโทษ)

บุคคลเช่นนี้ควรเกลียด ไม่ควรเสพ

ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้

นั่นเพราะเหตุอะไร ?

เพราะถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น

แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า

เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว มีเพื่อนทราม

งูที่จมคูถย่อมไม่กัดก็จริงอยู่

ถึงกระนั้นมันก็ทำผู้จับให้เปื้อน ฉันใดก็ดี

ถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น

แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า

เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว มีเพื่อนทราม

ฉันนั้นเหมือนกัน

 

ในบทว่า  เอวเมว โข  นี้ 

 พึงทราบข้อเปรียบเทียบดังต่อไปนี้

ความเป็นผู้ทุศีล พึงเห็นเหมือนหลุมคูถ.

บุคคลผู้ทุศีล พึงเห็นเหมือนงูเรือน

ตัวตกลงไปในหลุมคูถฉะนั้น

ภาวะที่บุคคลพึงจะคบหาบุคคลผู้ทุศีล

(แต่) ไม่ทำตามบุคคลผู้ทุศีลนั้น

พึงเห็นเหมือนภาวะที่บุคคลถูกงูที่เขายกขึ้นจากหลุมคูถ

ไต่ขึ้นสู่ร่างกาย แต่ไม่กัดฉะนั้น

เวลาที่บุคคลคบหาผู้ทุศีล จนชื่อเสียงที่ไม่ดีระบือไปทั่ว

พึงทราบเหมือนเวลาที่เขาถูกงูตัวเปื้อนคูถแล้ว กัดเอาฉะนั้น.

 

๗.  ชิคุจฉิตัพพสูตร

ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบและไม่ควรคบ

 

[๔๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

บุคคล ๓ นี้ มีอยู่ในโลก

บุคคล ๓ คือใคร คือ

 

บุคคลที่ควรเกลียด ไม่ควรเสพ 

ไม่ควรคบไม่ควรเข้าใกล้ก็มี

 

บุคคลที่ควรเฉย ๆ เสีย ไม่ควรเสพ

ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ก็มี

 

บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าใกล้ก็มี

 

บุคคลที่ควรเกลียด ไม่ควรเสพ

ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้เป็นอย่างไร  ?

 

บุคคลลางคนในโลกนี้เป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันลามก 

(มีการกระทำ) ไม่สะอาด มีความประพฤติน่ารังเกียจ

มีการงานอันปกปิดไม่เป็นสมณะ แต่

 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาตร

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 88

 

ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ 

ไม่เป็นพรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี

เป็นคนเน่าใน เปียกชื้น รกเรื้อ (ด้วยกิเลสโทษ)

บุคคลเช่นนี้ควรเกลียด ไม่ควรเสพ

ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้

 

นั่นเพราะเหตุอะไร ?

 

เพราะถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น 

แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า

เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว มีเพื่อนทราม

งูที่จมคูถย่อมไม่กัดก็จริงอยู่

ถึงกระนั้นมันก็ทำผู้จับให้เปื้อน ฉันใดก็ดี

ถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงของบุคคลชนิดนั้น

แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันเลวฟุ้งไปว่า

เป็นคนมีมิตรชั่ว มีสหายเลว  มีเพื่อนทราม

ฉันนั้นเหมือนกัน

 

เพราะเหตุนั้น 

บุคคลเช่นนั้น จึงควรเกลียด ไม่ควรเสพ

ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้

 

บุคคลที่ควรเฉย ๆ เสีย ไม่ควรเสพ

ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้เป็นอย่างไร

 

บุคคลลางคนในโลกนี้ เป็นคนขี้โกรธ 

มีความแค้นมาก ถูกเขาว่าหน่อย

ก็ขัดเคืองขึ้งเคียดเง้างอด.

ทำความกำเริบความร้ายและความเดือดดาลให้ปรากฏ

เหมือนแผลร้ายถูกไม้หรือกระเบื้องเข้ายิ่งหนองไหล ...

เหมือนฟืนไม้ติณฑุกะถูกครูดด้วยไม้หรือกระเบื้อง

ยิ่งส่งเสียงจิจิฏะๆ ...

เหมือนหลุมคูถถูกรันด้วยไม้หรือกระเบื้องยิ่งเหม็นฉันใด

 

บุคคลลางคนในโลกนี้เป็นคนขี้โกรธ

มีความแค้นมาก ถูกเขาว่าหน่อย

ก็ขัดเคืองขึ้งเคียดเง้างอด

ทำความกำเริบความร้าย

และความเดือดดาลให้ปรากฏฉันนั้น

บุคคลเช่นนี้  ภิกษุทั้งหลาย ควรเฉย ๆ เสีย

ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้

 

นั่นเพราะเหตุอะไร

เพราะ (เกรงว่า) เขาจะด่าเราบ้าง

จะตะเพิดเราบ้าง จะทำเราให้เสื่อมเสียบ้าง

เพราะเหตุนั้น บุคคลชนิดนี้ จึงควรเฉย ๆ เสีย ฯลฯ

 

ก็บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าใกล้เป็นอย่างไร  ?

 

บุคคลลางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศีล มีธรรมอันงาม 

บุคคลอย่างนี้ ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าใกล้

 

นั่นเพราะเหตุอะไร 

เพราะถึงแม้ผู้คบจะไม่เอาเยี่ยงบุคคลเช่นนั้น

 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาตร 

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 89

 

แต่ก็จะมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปว่า 

เป็นคนมีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี

 

เพราะเหตุนั้น

บุคคลอย่างนี้จึงควรเสพ ควรคบ ควรเข้าใกล้

 

นี้แล ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ มีอยู่ในโลก.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนิคมคาถาว่า

คนผู้คบคนทราม ย่อมเสื่อม

ส่วนคนผู้คบคนเสมอกัน ไม่เสื่อมในกาลไหนๆ

ผู้คบคนที่ประเสริฐกว่า ย่อมเจริญเร็ว

เพราะฉะนั้น จึงควรคบคนที่ยิ่งกว่าตน.

 

จบชิคุจฉิตัพพสูตรที่  ๗

 

อรรถกถาชิคุจฉิตัพพสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในชิคุจฉิตัพพสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :-

บทว่า  ชิคุจฺฉิตพฺโพ  ความว่า

บุคคลที่ใคร ๆ พึงรังเกียจเหมือนคูถฉะนั้น.

 

บทว่า  อถโข นํ  เท่ากับ  อถโข  อสฺส.

 

บทว่า  กิตฺติสทฺโท  คือ เสียงที่กล่าวขานกัน.

 

ในบทว่า  เอวเมว โข  นี้

พึงทราบข้อเปรียบเทียบดังต่อไปนี้

ความเป็นผู้ทุศีล พึงเห็นเหมือนหลุมคูถ.

บุคคลผู้ทุศีล พึงเห็นเหมือนงูเรือน

ตัวตกลงไปในหลุมคูถฉะนั้น

 

ภาวะที่บุคคลพึงจะคบหาบุคคลผู้ทุศีล

(แต่) ไม่ทำตามบุคคลผู้ทุศีลนั้น

พึงเห็นเหมือนภาวะที่บุคคลถูกงูที่เขายกขึ้นจากหลุมคูถ

ไต่ขึ้นสู่ร่างกาย แต่ไม่กัดฉะนั้น

 

เวลาที่บุคคลคบหาผู้ทุศีล จนชื่อเสียงที่ไม่ดีระบือไปทั่ว 

พึงทราบเหมือนเวลาที่เขาถูกงูตัวเปื้อนคูถแล้ว กัดเอาฉะนั้น.

 

บทว่า  ติณฑุกาลาตํ  ได้แก่ ดุ้นฟืนไม้มะพลับ.

 

บทว่า  ภิยฺโยโส  มตฺตาย  จิจิฏายติ  ความว่า 

ก็ดุ้นฟืนไม้มะพลับนั้น เมื่อ

 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาตร 

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 90

 

ถูกเผาตามปกติสะเก็ดจะกระเด็นหลุดออก 

ส่งเสียงดัง  จิจิฏะ  จิจิฏะ.

อธิบายว่าแต่ดุ้นฟืนที่ถูกเคาะจะส่งเสียงดังกว่ามาก.

 

บทว่า  เอวเมว  โข  ความว่า 

บุคคลผู้มักโกรธก็ฉันนั้นเหมือนกันแล

คือ แม้ตามธรรมดาของตนก็เป็นผู้ไม่สงบ ดุร้ายเที่ยวไป.

แต่ในเวลาที่ได้ฟังคำพูด (ว่ากล่าว) แม้เพียงเล็กน้อย

ก็กลับเที่ยวเกรี้ยวกราดดุร้ายยิ่งขึ้นไปอีกว่า

คนนี้ พูดอย่างนี้  ๆ กับ คนเช่นเราได้.

 

บทว่า  คูถกูโป  ได้แก่

หลุมที่เต็มไปด้วยคูถ หรือหลุมคูถนั่นแล.

ก็ในที่นี้ พึงทราบการเปรียบเทียบโดยนัยก่อนนั้นแล.

 

บทว่า  ตสฺมา  เอวรูโป  ปุคฺคโล  อชณุเปกฺ ขิตพฺโพ น เสวิตพฺโพ  ความว่า

เพราะเหตุที่บุคคลผู้มักโกรธ

เมื่อใครคบหาใกล้ชิด ก็โกรธ (เขา) เหมือนกัน

ย่อมโกรธ แม้กะบุคคลที่ด่าย้อนให้ว่า

คนผู้นี้มีประโยชน์อะไร ฉะนั้น เขาจึงเป็นเหมือนไฟไหม้ฟาง

ที่ทุกคนควรวางเฉย ไม่ควรเข้าไปคบหาสมาคม.

 

ท่านกล่าวอธิบายไว้อย่างไร  ? 

ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า

บุคคลที่เข้าไปใกล้ไฟไหม้ฟางจนเกินไปจะร้อน

ร่างกายของเขาจะพลอยถูกไหม้ไปด้วย

บุคคลที่ถอยออกห่างมากเกินไปจะ (ไม่) ร้อน

ความหนาวของเขาก็ยังไม่หาย

ส่วนบุคคลที่ผิงไฟอยู่ในระยะพอดี

ไม่เข้าใกล้จนเกินไป (และ) ไม่ถอยออกห่างจนเกินไป ความหนาวก็จะหาย

เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มักโกรธเป็นเหมือนไฟไหม้ฟาง

จึงควรถูกวางเฉยเสีย โดยการวางตัวเป็นกลาง

ไม่ควรที่ใคร ๆ จะเสพ ไม่ควรที่ใคร ๆ จะคบหา

ไม่ควรที่ใคร ๆจะเข้าไปนั่งใกล้

 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาตร 

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 91

 

บทว่า  กลฺยาณมิตฺโต  ได้แก่ มิตรผู้สะอาด.

 

บทว่า  กลฺยาณสหาโย  ได้แก่ สหายผู้สะอาด.

 

ที่ชื่อว่า  สหาย  ได้แก่ ผู้มีปกติไปร่วมกันและเที่ยวไปร่วมกัน.

 

บทว่า  กลฺยาณสมฺปวงฺโก  ได้แก่

ผู้โอนไปในกัลยาณมิตรทั้งหลาย คือ ในบุคคลผู้สะอาด

อธิบายว่า ผู้มีใจน้อมโน้มเหนี่ยวนำไปในกัลยาณมิตรนั้น.

 

จบอรรถกถาชิคุจฉิตัพพสูตรที่   ๗ 

(ชิคุจฉิตัพพสูตร)

มมร. เล่ม 34 หน้า 87-91 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 90-93 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/34-87-12.html

 

-------------------------------------------------------------------------------------------

 

ชนเหล่าใดคบหาสมาคม

ทำตามเยี่ยงอย่างพระที่รับเงินแล้วไม่แก้ไขนั้น

ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งอันไม่เกื้อกูล

เพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน

 

“ภิกษุนวกะก็ดี ภิกษุมัชฌิมะก็ดี ภิกษุเถระก็ดี

ถ้าเป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันเลว

เรากล่าวความทุศีลมีธรรมเลวนี้

ในความมีสีทรามของภิกษุ

กล่าวบุคคลนี้ว่าเหมือนผ้าเปลือกไม้มีสีทรามฉะนั้น

อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคม

ทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น

ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งอันไม่เกื้อกูล

เพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน

 

๘. นวสูตร

ว่าด้วยบุคคลที่เปรียบได้กับผ้าเปลือกไม้ ๓ ชนิด

 

[๕๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

ผ้าเปลือกไม้ แม้ใหม่ก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก

แม้กลางใหม่กลางเก่าก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก

แม้เก่าแล้วก็สีทราม สัมผัสหยาบ และราคาถูก

ผ้าเปลือกไม้ที่คร่ำคร่าแล้ว

เขาก็ทำเป็นผ้าเช็ดหม้อข้าวบ้าง

ทิ้งเสียที่กองขยะบ้างฉันใด

 

ฉันนั้นนั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุนวกะก็ดี ภิกษุมัชฌิมะก็ดี ภิกษุเถระก็ดี

ถ้าเป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันเลว

เรากล่าวความทุศีลมีธรรมเลวนี้

ในความมีสีทรามของภิกษุ

กล่าวบุคคลนี้ว่าเหมือนผ้าเปลือกไม้มีสีทรามฉะนั้น

 

อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคม

ทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น

ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งอันไม่เกื้อกูล

เพื่อทุกข์แก่ชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน

เรากล่าวการคบหาสมาคมทำตามเยี่ยงอย่าง

ที่เป็นเหตุให้เกิดสิ่งอันไม่เกื้อกูลเกิดทุกข์นี้

ในความมีสัมผัสหยาบของภิกษุ

กล่าวบุคคลนี้ว่า

ดุจผ้าเปลือกไม้มีสัมผัสหยาบฉะนั้น

 

อนึ่ง ภิกษุนั้นรับจีวร บิณฑบาต

เสนาสนะ คิลานปัจจัย ...

ของชนเหล่าใด

ข้อนั้น ย่อมไม่เป็นการมีผลานิสงส์มาก

แก่ชนเหล่านั้น

เรากล่าวการรับปัจจัยอันไม่เป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ทายกนี้

ในความมีราคาถูกของภิกษุ

กล่าวบุคคลนี้ว่าเป็นดังผ้าเปลือกไม้มีราคาถูกฉะนั้น

 

อนึ่ง ภิกษุเถระชนิดนั้น

กล่าวอะไรในท่ามกลางสงฆ์

ภิกษุทั้งหลายก็กล่าวเอาว่า

ประโยชน์อะไรด้วยถ้อยคำของท่านผู้โง่เขลา

อย่างท่านก็เผยอจะพูดด้วย

ภิกษุเถระนั้นโกรธน้อยใจ

ก็จะใช้ถ้อยคำชนิดที่เป็นเหตุ

ให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม

(คือห้ามไม่ให้ติดต่อเกี่ยวข้องกับภิกษุทั้งหลาย)

เหมือนเขาทิ้งผ้าเปลือกไม้เก่าเสียที่กองขยะฉะนั้น

 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาตร 

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 490

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ผ้ากาสี แม้ใหม่ก็สีงาม สัมผัสนิ่ม และราคาแพง

แม้กลางใหม่กลางเก่าก็สีงาม สัมผัสนิ่มและราคาแพง

แม้เก่าแล้วก็สีงามสัมผัสนิ่มและราคาแพง

ผ้ากาสี ถึงคร่ำคร่าแล้ว เขายังใช้เป็นผ้าห่อรัตนะ

(คือเงินทองเพชรพลอย่อมมีค่า) บ้าง

เก็บไว้ในคันธกรณฑ์ (หีบอบของหอม) บ้าง ฉันใด.

 

ฉันนั้นนั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุนวกะก็ดี ภิกษุมัชฌิมะก็ดี ภิกษุเถระก็ดี

ถ้าเป็นผู้มีศีลมีธรรมอันดี

เรากล่าวความมีศีลมีธรรมดีนี้

ในความมีสีงามของภิกษุ

กล่าวบุคคลนี้ว่าเหมือนผ้ากาสีมีสีงามฉะนั้น

 

อนึ่ง ชนเหล่าใดคบหาสมาคม 

ทำตามเยี่ยงอย่างภิกษุนั้น

ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข

ของชนเหล่านั้นตลอดกาลนาน

เรากล่าวการคบหาสมาคมทำตามอย่าง

ที่เป็นเหตุให้เกิดประโยชน์สุขนี้

ในความมีสัมผัสนิ่มของภิกษุ

กล่าวบุคคลนี้ว่า ดุจผ้ากาสีมีสัมผัสนิ่มฉะนั้น

 

อนึ่ง ภิกษุนั้นรับจีวร บิณฑบาต

เสนาสนะ คิลานปัจจัย...

ของชนเหล่าใด

ข้อนั้นย่อมเป็นการมีผลานิสงส์มาก

แก่ชนเหล่านั้น

เรากล่าวการรับปัจจัยอันเป็นการมีผลานิสงส์มากแก่ทายกนี้

ในความมีราคาแพงของภิกษุ

กล่าวบุคคลนี้ว่า เสมือนผ้ากาสีมีราคาแพงฉะนั้น

 

อนึ่ง ภิกษุเถระผู้มีคุณธรรมอย่างนี้ 

กล่าวอะไรขึ้นในท่ามกลางสงฆ์

ภิกษุทั้งหลายก็พากันว่า

ท่านทั้งหลาย จงสงบเสียงเถิด

ภิกษุผู้ใหญ่จะกล่าวธรรมกล่าววินัยนี้ ดังนี้

 

เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกในข้อนี้ว่า

เราทั้งหลายจักเป็นอย่างผ้ากาสี

ไม่เป็นอย่างผ้าเปลือกไม้

ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล.

 

จบนวสูตรที่   ๘

 

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาตร

เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 491

 

อรรถกถานวสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในนวสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :-

ผ้าที่ตรัสว่าใหม่ เพราะอาศัยการกระทำ.

 

ผ้าที่ทำจากปอ ชื่อว่า  โปตถกะ.

 

ผ้าที่ชื่อว่า  ปานกลาง  ได้แก่ 

ผ้ากลางเก่ากลางใหม่เพราะใช้.

 

ผ้าที่ชื่อว่า  เก่า  ได้แก่ ผ้าเก่าเพราะใช้.

 

บทว่า  อุกฺขลิปริมชฺชน  ได้แก่ เป็นผ้าเช็ดหม้อข้าว.

 

บทว่า  ทุสฺสีโล  ได้เเก่ ไม่มีศีล.

 

บทว่า  ทุพฺพณฺณตาย  ได้แก่

เพราะเป็นผู้มีผิวพรรณทราม เนื่องจากไม่มีสี คือคุณ.

 

บทว่า  ทิฏฺฐานุคตึ   อาปชฺชนฺติ  ได้แก่

ภิกษุทั้งหลายพากันทำตามอย่างที่ภิกษุนั้นทำไว้แล้ว.

 

บทว่า  น  มหปฺผล   โหติ  ความว่า

ไม่มีผลมาก โดยผลคือวิบาก.

 

บทว่า  น  มหานิสส  ความว่า

ไม่มีอานิสงส์มาก โดยอานิสงส์คือวิบาก.

 

บทว่า  อปฺปคฺฆตาย  ได้แก่ 

เพราะการรับนั้นมีค่าน้อย โดยค่าคือวิบาก.

 

บทว่า  กาสิก  วตฺถ  ได้แก่

ผ้าที่ทอโดยปั่นด้ายจากฝ้าย.

ก็แลผ้าชนิดนั้นเกิดขึ้นเฉพาะในแคว้นกาสี.

 

บทที่เหลือง่ายทั้งนั้น.

ส่วนศีลในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ปนกันแล.

 

จบอรรถกถานวสูตรที่ ๘

(นวสูตร)

มมร. เล่ม 34 หน้า 489-491 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 507-511 (ปกสีแดง) 

http://www.tripitaka91.com/34-489-1.html

 

----------------------------------------------------------------------------------------------

 

ผู้ที่ฝักใฝ่กับพระที่รับเงินแล้วไม่แก้ไข

ยึดมั่นในลัทธินั้นเถียงไม่ทำตามพระบัญญัติของพระพุทธเจ้า

ย่อมประสบบาปเป็นอันมาก

 

“ตระกูลประมาณ ๕๐๐ ที่ฝักใฝ่กับพระเทวทัต

ยึดมั่นในลัทธิของพระเทวทัตนั้น

พร้อมด้วยพวกก็ไปเกิดในนรก

 

...

พระเทวทัตนั้นเสื่อมจากลาภและสักการะ

ประสงค์จะดำรงชีวิตด้วยการหลอกลวง

จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลขอวัตถุ ๕ ประการ

 

ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้าม

ด้วยพุทธดำรัสมีอาทิว่า

อย่าเลยเทวทัต

ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถือการอยู่ป่าเป็นวัตรเถิด.

 

พระเทวทัต ยังชนผู้เลื่อมใสในความเศร้าหมอง

เป็นคนโง่ให้เห็นชอบด้วยวัตถุ ๕ ประการนั้น

ให้ภิกษุวัชชีบุตร ๕๐๐ จับสลาก

แล้วทำลายสงฆ์ให้แตกกัน

ได้พาภิกษุเหล่านั้นไปยังคยาสีสประเทศ.

 

ลำดับนั้น พระอัครสาวก ๒ รูป

โดยพระพุทธดำรัสของพระศาสดา

พากันไป ณ คยาสีสประเทศนั้น

แสดงธรรมให้ภิกษุ ๕๐๐ เหล่านั้น

ตั้งอยู่ในอริยผล แล้วนำกลับมา.

 

ส่วนภิกษุเหล่าใด

ชอบใจลัทธิของพระเทวทัตผู้พยายามเพื่อทำลายสงฆ์

ยังยกย่องอยู่อย่างเดิม

เมื่อสงฆ์กำลังจะแตก และแตกแล้วได้เกิดความชอบใจ

ข้อนั้นได้ปรากฏเพื่อความไม่เป็นประโยชน์

เพื่อความทุกข์แก่ภิกษุเหล่านั้น.

 

ในไม่ช้านั่นเอง พระเทวทัตก็ถูกโรคเบียดเบียน

อาพาธหนัก ใกล้จะตาย

คิดว่า เราจักถวายบังคมพระศาสดา

จึงให้เขานำขึ้นบนเตียงไปวางไว้

ณ ฝั่งสระโบกขรณีใกล้พระเชตะวัน

ขณะนั้นแผ่นดินก็แยกออก

พระเทวทัตตกลงไปบังเกิดในอเวจีมหานรก.

ร่างของพระเทวทัตสูง ๑๐๐ โยชน์

ถูกหลาวเหล็กขนาดลำตาลเสียบอยู่ตลอดกัป.

 

และตระกูลประมาณ ๕๐๐ ที่ฝักใฝ่กับพระเทวทัต

ยึดมั่นในลัทธิของพระเทวทัตนั้น

พร้อมด้วยพวกก็ไปเกิดในนรก.

 

(อรรถกถาเภทสูตร)

มมร. เล่ม 45 หน้า 128 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 124-125 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/45-128-6.html

 

...

ก็แลสกุลอุปัฏฐากของพระเทวทัต

นั้นได้มีถึง ๕๐๐ ตระกูล.

แม้ตระกูลเหล่านั้นพากันเข้าข้างพระเทวทัตนั้น

ด่าพระทศพล พากันไปในอเวจีทั้งนั้นเลย.

พระเทวทัตนั้นชักจูงตระกูล ๕๐๐ ไปไว้ในนรกอเวจีด้วย ประการฉะนี้.

(อรรถกถาสมุททวาณิชชาดก)

มมร. เล่ม 60 หน้า 134 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 126 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/60-134-9.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------

 

“พาลเหล่านั้นย่อมยังตนเอง

และเหล่าคนที่ทำตามคำของตนให้พินาศ

ด้วยทิฏฐิคตะความเห็นที่ตนถือไว้ไม่ดี

ดังเรือนที่ถูกไฟไหม้

เหมือนพี่ชายของทีฆวิทะ

ล้มลงนอนหงาย ด้วยอัตภาพประมาณ ๖๐ โยชน์

หมกไหม้อยู่ในมหานรก อยู่ถึง พุทธันดร

และเหมือนตระกูล ๕๐๐ ตระกูล

ที่ชอบใจทิฏฐิความเห็นของพี่ชายของทีฆวิทะนั้น

เข้าอยู่ร่วมเป็นสหายของพี่ชายของทีฆวิทะนั่นแหละ

หมกไหม้อยู่ในมหานรกฉะนั้น.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสบอกถึงบุคคลที่ไม่ควรคบก่อน 

จึงตรัสว่า การไม่คบพาล การคบบัณฑิต

ความจริงคนพาลทั้งหลายไม่ควรคบ

ไม่ควรเข้าใกล้เหมือนทางที่ควรละเว้น

แต่นั้น ก็ควรคบ ควรเข้าใกล้แต่บัณฑิต

เหมือนทางที่ควรยึดถือไว้.

 

ผู้ทักท้วงกล่าวว่า ก็เพราะเหตุไร 

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสมงคล

จึงตรัสการไม่คบพาลและการคบบัณฑิตก่อน

ขอชี้แจงดังนี้

เพราะเหตุที่พวกเทวดาและมนุษย์

ยึดความเห็นว่ามงคลในสิ่งที่เห็นแล้วเป็นต้นนี้

ด้วยการคบพาล ทั้งการคบพาลนั้น ก็ไม่เป็นมงคล ฉะนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงติเตียนการสมคบ

กับคนที่มิใช่กัลยาณมิตร

ซึ่งหักรานประโยชน์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

และทรงสรรเสริญการสมาคมกับกัลยาณมิตร

ซึ่งให้สำเร็จประโยชน์ในโลกทั้งสอง

จึงตรัสการไม่คบพาลและการคบบัณฑิตก่อน

แก่เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น.

 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 173

 

สัตว์ทั้งหลายทุกประเภท

ผู้ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถมีปาณาติบาต เป็นต้น

ชื่อว่า พาล ในจำนวนพาลและบัณฑิตนั้น.

พาลเหล่านั้น จะรู้ได้ก็ด้วยอาการทั้งสาม

เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้. พระสูตรว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พาลลักษณะของพาล ๓ เหล่านี้.

อนึ่ง ครูทั้ง ๖ มีปูรณกัสสปเป็นต้น

และสัตว์อื่น ๆ เห็นปานนั้นเหล่านั้น คือ

เทวทัต โกกาลิกะ กฏโมทกะ ติสสขัณฑาเทวีบุตร

สมุทททัตตะ นางจิญจมาณวิกา เป็นต้น

และพี่ชายของทีฆวิทะ ครั้งอดีตพึงทราบว่า พาล.

 

พาลเหล่านั้น ย่อมยังตนเอง

และเหล่าคนที่ทำตามคำของตนให้พินาศ

ด้วยทิฏฐิคตะความเห็นที่ตนถือไว้ไม่ดี ดังเรือนที่ถูกไฟไหม้

เหมือนพี่ชายของทีฆวิทะ

ล้มลงนอนหงาย ด้วยอัตภาพประมาณ ๖๐ โยชน์

หมกไหม้อยู่ในมหานรก อยู่ถึง พุทธันดร

และเหมือนตระกูล ๕๐๐ ตระกูล

ที่ชอบใจทิฏฐิความเห็นของพี่ชายของทีฆวิทะนั้น

เข้าอยู่ร่วมเป็นสหายของพี่ชายของทีฆวิทะนั่นแหละ

หมกไหม้อยู่ในมหานรกฉะนั้น.

 

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฟลามจากเรือนไม้อ้อหรือเรือนหน้า

ย่อมไหม้แม้เรือนยอด ซึ่งฉาบไว้ทั้งข้างนอกข้างใน

กันลมได้ ลงกลอนสนิท ปิดหน้าต่างไว้ เปรียบฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยทุกชนิด

ย่อมเกิดเปรียบฉันนั้นเหมือนกัน

ภัยเหล่านั้น ทั้งหมดเกิดจากพาล ไม่เกิดจากบัณฑิต.

อุปัทวะทุกอย่างย่อมเกิด ฯลฯ

อุปสรรคทุกอย่างย่อมเกิด ฯลฯ ไม่เกิดจากบัณฑิต.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดังนั้นแลพาลเป็นภัย

 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 174

 

บัณฑิตไม่เป็นภัย

พาลอุบาทว์ บัณฑิตไม่อุบาทว์

พาลเป็นอุปสรรค บัณฑิตไม่เป็นอุปสรรค ดังนี้.

 

อนึ่ง พาลเสมือนปลาเน่า 

ผู้คบพาลนั้น ก็เสมือนห่อด้วยใบไม้ที่ห่อปลาเน่า

ย่อมประสบภาวะที่วิญญูชนทอดทิ้ง และรังเกียจ.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺติ

กุสาปิ ปูตี วายนฺติ เอวํ พาลูปเสวนา.

นรชนผู้ใดผูกปลาเน่าด้วยปลายหญ้าคา

แม้หญ้าคาของของนรชนผู้นั้น ก็มีกลิ่นเน่าฟุ้งไปด้วย

การคบพาลก็เป็นอย่างนั้น.

 

อนึ่งเล่า เมื่อท้าวสักกะจอมทวยเทพประทานพร

แก่กิตติบัณฑิต ก็กล่าวอย่างนี้ว่า

พาลํ น ปสฺเส น สุเณ น จ พาเลน สํวเส

พาเลนลฺลาปสลฺลาปํ น กเร น จ โรจเย.

ไม่ควรพบพาล ไม่ควรฟัง ไม่ควรอยู่ร่วมกับพาล

ไม่พึงทำการเจรจาปราศรัยกับพาล และไม่ควรชอบใจ.

 

ท้าวสักกะ ตรัสถามว่า 

กินฺนุ เต อกรํ พาโล วท กสฺสป การณํ

เกน กสฺสป พาลสฺส ทสฺสนํ นาภิกงฺขสิ.

ท่านกัสสปะ ทำไมหนอ พาลจึงไม่เชื่อท่าน

โปรดบอกเหตุมาสิ เพราะเหตุไร

ท่านจึงไม่อยากเห็นพาลนะท่านกัสสปะ.

 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ 

เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 175

 

อกัตติบัณฑิตตอบ 

อนยํ นยติ ทุมฺเมโธ อธุรายํ นิยุญฺชติ

ทุนฺนโย เสยฺยโส โหติ สมฺมา วุตฺโต ปกุปฺปติ

วินยํ โส น ชานาติ สาธุ ตสฺส อทสฺสนํ.

คนปัญญาทราม ย่อมแนะนำข้อที่ไม่ควรแนะนำ

ย่อมประกอบตนไว้ในกิจที่มิใช่ธุระ

การแนะนำเขาก็แสนยาก

เพราะเขาถูกว่ากล่าวโดยดี ก็โกรธ

พาลนั้นไม่รู้จักวินัย การไม่เห็นเขาเสียได้ก็เป็นการดี.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า 

เมื่อทรงติเตียนการคบพาลโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้

จึงตรัสว่าการไม่คบพาลเป็นมงคล

(อรรถกถามงคลสูตร)

มมร. เล่ม 39 หน้า 172-175 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 168-170 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/39-172-13.html

 

-------------------------------------------------------------------------------------

 

“นายพรานนั้นเมื่อให้ทักขิณาอุทิศถึงผู้ตาย

ได้ให้แก่ภิกษุผู้ทุศีลรูปหนึ่งนั้น แลถึง ๓ ครั้ง.

ในครั้งที่ ๓ อมนุษย์ร้องขึ้นว่า ผู้ทุศีลปล้นฉัน

 

พึงแสดงถึงพรานผู้อยู่ในวัฑฒมานะ

ในบทว่า  เนว   ทายกโต  นี้.

ได้ยินว่า นายพรานนั้นเมื่อให้ทักขิณาอุทิศถึงผู้ตาย

ได้ให้แก่ภิกษุผู้ทุศีลรูปหนึ่งนั้น แลถึง ๓ ครั้ง.

ในครั้งที่ ๓ อมนุษย์ร้องขึ้นว่า ผู้ทุศีลปล้นฉัน ดังนี้.

ในเวลาที่พรานนั้นถวายแก่ภิกษุผู้มีศีลรูปหนึ่งมาถึง

ผลของทักขิณาก็ถึงแก่เขา.

(อรรถกถาทักขิณาวิภังคสูตร)

มมร. เล่ม 23 หน้า 409 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 387 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/23-409-19.html

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

 

“ข้าพระองค์เป็นคฤหบดีผู้มั่งคั่งอยู่ในพระนครนั้น

แต่เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่นไม่เคยให้สิ่งของแก่ใคร ๆ

มีใจข้องอยู่ในอามิส

ได้ถึงวิสัยแห่งพญายมเพราะความเป็นผู้ทุศีล

ข้าพระองค์ลำบากแล้วเพราะความหิวเสียดแทง

เพราะบาปกรรมเหล่านั้น

เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ปรารถนาอามิส

จึงได้มาหาหมู่ญาติ

มนุษย์แม้เหล่าอื่นมีปกติไม่ให้ทาน

และไม่เชื่อว่าผลแห่งทานมีอยู่ในโลกหน้า

มนุษย์แม้เหล่านั้นจักเกิดเป็นเปรต

เสวยทุกข์ใหญ่ เหมือนข้าพระองค์ ฉะนั้น

ธิดาของข้าพระองค์บ่นอยู่เนือง ๆ ว่า

เราจักให้ทานอุทิศให้มารดา

บิดา ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย

พวกพราหมณ์กำลังบริโภคทาน

อันธิดาของข้าพระองค์ตกแต่งแล้ว

ข้าพระองค์จะไปยังเมืองอันธกาวินทนคร

เพื่อบริโภคอาหาร

 

พระราชาจึงตรัสสั่งเขาว่า 

ถ้าท่านไปได้เสวยผลทานนั้น

พึงรีบกลับมาบอกเหตุที่มีจริงแก่เรา

เราฟังคำอันมีเหตุผลควรเชื่อถือได้แล้ว

จักทำการบูชาบ้าง

 

จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระดำรัสแล้ว

ได้ไปยังอันธกาวินทนครนั้น

แต่ไม่ได้รับผลแห่งทานนั้น

เพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่บริโภคภัตร

เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่สมควรแก่ทักษิณา

 

๘.  จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ 

ว่าด้วยบรรพชิตตระหนี่เป็นเปรตเปลือยผอม

 

พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสถามจูฬเศรษฐีเปรตว่า  :- 

[๑๐๕] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ท่านเป็นบรรพชิต เปลือยกายซูบผอม

เพราะเหตุแห่งกรรมอะไร

ท่านจะไปที่ไหนในราตรีเช่นนี้

ขอท่านจงบอกการที่ท่านจะไปแก่เราเถิด

เราสามารถจะให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแก่ท่าน

ด้วยความอุตสาหะทั้งปวง.

 

จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า 

เมื่อก่อนพระนครพาราณสีมีกิตติคุณเลื่องลือไปไกล

ข้าพระองค์เป็นคฤหบดีผู้มั่งคั่งอยู่ในพระนครนั้น

แต่เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่นไม่เคยให้สิ่งของแก่ใคร ๆ

มีใจข้องอยู่ในอามิส

ได้ถึงวิสัยแห่งพญายมเพราะความเป็นผู้ทุศีล

ข้าพระองค์ลำบากแล้วเพราะความหิวเสียดแทง

เพราะบาปกรรมเหล่านั้น

เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ปรารถนาอามิส

จึงได้มาหาหมู่ญาติ

มนุษย์แม้เหล่าอื่นมีปกติไม่ให้ทาน และไม่เชื่อว่าผล

 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ 

เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 223

 

แห่งทานมีอยู่ในโลกหน้า

มนุษย์แม้เหล่านั้นจักเกิดเป็นเปรต

เสวยทุกข์ใหญ่ เหมือนข้าพระองค์ ฉะนั้น

ธิดาของข้าพระองค์บ่นอยู่เนือง ๆ ว่า

เราจักให้ทานอุทิศให้มารดา

บิดา ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย

พวกพราหมณ์กำลังบริโภคทาน

อันธิดาของข้าพระองค์ตกแต่งแล้ว

ข้าพระองค์จะไปยังเมืองอันธกาวินทนคร เพื่อบริโภคอาหาร

 

พระราชาจึงตรัสสั่งเขาว่า 

ถ้าท่านไปได้เสวยผลทานนั้น

พึงรีบกลับมาบอกเหตุที่มีจริงแก่เรา

เราฟังคำอันมีเหตุผลควรเชื่อถือได้แล้ว จักทำการบูชาบ้าง

 

จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระดำรัสแล้ว

ได้ไปยังอันธกาวินทนครนั้น

แต่ไม่ได้รับผลแห่งทานนั้น

เพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่บริโภคภัตร

เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่สมควรแก่ทักษิณา

 

ภายหลังจูฬเศรษฐีเปรตกลับมาสู่นครราชคฤห์อีก

ได้ไปแสดงกายให้ปรากฏ เฉพาะพระพักตร์

ของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ชน

 

พระราชาทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้นกลับมาอีก จึงตรัสถามว่า

เราจะให้ทานอะไร

ถ้าเหตุที่จะให้ท่านอิ่มหนำตลอดกาลมีอยู่ไซร้

ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา.

 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ

เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 224

 

จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า

ข้าแต่พระราชา

ขอพระองค์จงทรงอังคาสพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์

ด้วยข้าวและน้ำ และจงทรงถวายจีวร

แล้วทรงอุทิศกุศลนั้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์

ด้วยการทรงบำเพ็ญกิจอย่างนี้

ข้าพระองค์จะพึงอิ่มหนำตลอดกาลนาน.

 

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จออกจากปราสาททันที

ทรงถวายทานอันประณีตยิ่งแก่สงฆ์

ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์

แล้วทรงกราบทูลเรื่องราวแด่พระตถาคต

ทรงอุทิศส่วนกุศลให้จูฬเศรษฐีเปรต

 

จูฬเศรษฐีเปรตนั้นอันพระราชาทรงบูชาแล้ว เป็นผู้งดงามยิ่งนัก

ได้มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระราชาผู้เป็นใหญ่กว่าชน

แล้วกราบทูลว่า

ข้าพระองค์เป็นเทวดา มีฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยมแล้ว

มนุษย์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์เสมอด้วยข้าพระองค์ไม่มี

ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูอานุภาพ

อันหาประมาณมิได้ของข้าพระองค์นี้เถิด

ซึ่งเกิดจากผลที่พระองค์

ทรงถวายทานอันจะนับมิได้แก่สงฆ์

อุทิศส่วนพระราชกุศลให้แก่ข้าพระองค์ด้วยทรงอนุเคราะห์

ข้าแต่พระองค์ผู้

 

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ 

เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 225

 

เป็นเทพแห่งมนุษย์

ข้าพระองค์เป็นผู้อันพระองค์

ยังพระอริยสงฆ์ให้อิ่มหนำ

ด้วยไทยธรรมมีข้าวและน้ำ

และผ้าผ่อนเป็นต้นเป็นอันมาก

จึงได้อิ่มหนำแล้วเนือง ๆ

บัดนี้ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว

ขอทูลลาพระองค์ไป.

 

จบ  จูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่  ๘ 

(จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ)

มมร. เล่ม 49 หน้า 222-225 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 173-175 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/49-222-1.html

 

ตามหลักฐานที่อ้างอิงจากพระไตรปิฎก 

จะเห็นได้ว่าถ้าพระรับเงินแล้วไม่แก้ไข

จะมีโทษมากไม่ใช่เฉพาะพระรูปนั้นเท่านั้น

แต่มีผลกระทบถึงพระรูปอื่นที่มาเกี่ยวข้อง

รวมถึงโยมที่มาทำบุญหรือมาคบหาสมาคมด้วย

มีผลกระทบเป็นวงกว้าง

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

 

รวมเรื่อง พระภิกษุและสามเณร ห้ามรับ ให้รับ 

หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้ และเรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

http://www.d-study.com/index.php/th/mediagiveawayevent/00/823-sum

 

https://1drv.ms/b/s!AndLB6Ed5-A-gbsNWJaa_PTjRst5_A

D-study.com

Follow Us

facebook FaceBook

Twitter

phone 0894453994

Rss RSS

E-mail Email