กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด

กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด

05 December 2018

กิจกรรมแจกสื่อทั้งหมด   ภาพรวมการแจกสื่อหยุดทำร้ายพระพุทธศาสนาทั้งประเทศไทย https://www.facebook.com/notes/662322543873819/ [331] 1-2 ธันวาคม 2561 เชียงใหม่ [330] 2, 28 ตุลาคม 2561 กำแพงเพชร [329] 30 กันยายน 2561 กรุงเทพฯ [328] สิงหาคม - กันยายน 2561 ขอนแก่น [327] 25-26 สิงหาคม 2561...

กระดานสนทนา

  • ไม่มีกระทู้แสดง

ความคิดเห็นล่าสุดในกิจกรรมต่าง ๆ

คำถาม-คำตอบ โยมสามารถเตือนพระได้ด้วยหรือ ?

คำถาม

 

โยมสามารถเตือนพระได้ด้วยหรือ ?

 

คำตอบ

 

โยมก็สามารถเตือนพระได้

หากเตือนพระด้วยพระบัญญัติ

(เช่น เรื่องห้ามรับทอง-เงิน)

พระไม่แก้ไขก็จะต้องอาบัติเพิ่ม

หากยังไม่แก้ไขอีก

โยมก็สามารถประกาศความไม่เลื่อมใส

หรือไม่ใส่บาตรพระก็ได้

ในสมัยพุทธกาลก็มีเรื่องภิกษุชาวโกสัมภี

ที่มีหลักฐานบันทึกไว้

แม้ก็ทั่งไล่พระจนพระวิ่งไปตกหลุมขี้

ในสมัยพุทธกาลก็ยังมีหากพระทำผิด

 

อ้างอิง

ข้อมูลจาก พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

(พิมพ์ พ.ศ. 2525) (ปกสีน้ำเงิน)

และ (พิมพ์ พ.ศ. 2546) (ปกสีแดง)

 

เมื่อโยมเตือนพระด้วยพระบัญญัติ

แล้วพระไม่ฟัง พระต้องอาบัติเพิ่ม

 

“ภิกษุถูกอนุปสัมบันว่ากล่าวอยู่

ด้วยพระบัญญัติก็ดี

ด้วยข้อธรรมอันมิใช่พระบัญญัติก็ดี

แสดงความไม่เอื้อเฟื้อโดยอ้างว่า

ข้อนี้ ไม่เป็นไปเพื่อความขัดเกลา

ไม่เป็นไปเพื่อความกำจัด

ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส

ไม่เป็นไปเพื่อความไม่สะสม

ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร

ต้องอาบัติทุกกฏ.”

 

สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๔

เรื่องพระฉันนะ

 

[๕๙๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม

เขตพระนครโกสัมพี

ครั้งนั้น ท่านพระฉันนะประพฤติอนาจาร

ภิกษุทั้งหลายได้ว่ากล่าวอย่างนี้ว่า

อาวุโสฉันนะ ท่านอย่าได้ทำเช่นนั้น การกระทำเช่นนั้นไม่ควร

ท่านพระฉันนะไม่เอื้อเฟื้อยังขืนทำอยู่อย่างเดิม

 

บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย...

ต่างก็พากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า

ไฉนท่านพระฉันนะจึงได้ไม่เอื้อเฟื้อยังขืนทำอยู่เล่า

แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า . . .

 

ทรงสอบถาม

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระฉันนะว่า

ดูก่อนฉันนะ ข่าวว่า เธอไม่เอื้อเฟื้อยังขืนทำอยู่ จริงหรือ.

 

ท่านพระฉันนะทูลรับ ว่า

จริง พระพุทธเจ้าข้า.

 

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

 

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า

ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้ไม่เอื้อเฟื้อยังขืนทำอยู่อีกเล่า

การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

 

พระบัญญัติ

 

๑๐๓.๔. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะความไม่เอื้อเฟื้อ.

 

เรื่องพระฉันนะ จบ

 

สิกขาบทวิภังค์

 

[๕๙๓] ที่ชื่อว่า ความไม่เอื้อเฟื้อ

ได้แก่ความไม่เอื้อเฟื้อ ๒ อย่าง คือ

ความไม่เอื้อเฟื้อในบุคคล ๑

ความไม่เอื้อเฟื้อในธรรม ๑.

 

ที่ชื่อว่า ความไม่เอื้อเฟื้อในบุคคล ได้แก่

ภิกษุผู้อันอุปสัมบันว่ากล่าวอยู่ด้วยพระบัญญัติ

แสดงความไม่เอื้อเฟื้อโดยอ้างว่า

ท่านผู้นี้ถูกยกวัตร ถูกดูหมิ่น หรือถูกติเตียน

เราจักไม่ทำตามถ้อยคำของท่านผู้นี้ ดังนี้

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

 

ที่ชื่อว่า ความไม่เอื้อเฟื้อในธรรม ได้แก่

ภิกษุผู้อันอุปสัมบัน ว่ากล่าวอยู่ด้วยพระบัญญัติ

แสดงความไม่เอื้อเฟื้อโดยอ้างว่า

ไฉนธรรมข้อนี้จะพึงเสื่อม สูญหาย

หรืออันตรธานเสีย ดังนี้ก็ดี

ไม่ประสงค์จะศึกษาพระบัญญัตินั้น

จึงแสดงความไม่เอื้อเฟื้อก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

 

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

 

[๕๙๔] อุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าอุปสัมบัน

แสดงความไม่เอื้อเฟื้อ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

 

อุปสัมบัน ภิกษุสงสัยแสดงความไม่เอื้อเฟื้อ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

 

ทุกกฎ

 

[๕๙๕] ภิกษุอุปสัมบันว่ากล่าวอยู่

ด้วยข้อธรรมอันมิใช่พระบัญญัติ

แสดงความไม่เอื้อเฟื้อโดยอ้างว่า

ข้อนี้ไม่เป็นไปเพื่อความขัดเกลา ไม่เป็นไปเพื่อความกำจัด

ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส

ไม่เป็นไปเพื่อความไม่สะสม

ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร

ต้องอาบัติทุกกฏ.

 

ภิกษุถูกอนุปสัมบันว่ากล่าวอยู่

ด้วยพระบัญญัติก็ดี

ด้วยข้อธรรมอันมิใช่พระบัญญัติก็ดี

แสดงความไม่เอื้อเฟื้อโดยอ้างว่า

ข้อนี้ ไม่เป็นไปเพื่อความขัดเกลา

ไม่เป็นไปเพื่อความกำจัด

ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้ที่น่าเลื่อมใส

ไม่เป็นไปเพื่อความไม่สะสม

ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร

ต้องอาบัติทุกกฏ.

 

[๕๙๖] อนุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าอุปสัมบัน แสดงความไม่เอื้อเฟื้อ

ต้องอาบัติทุกกฏ

 

อนุปสัมบัน ภิกษุสงสัย แสดงความไม่เอื้อเฟื้อ

ต้องอาบัติทุกกฏ.

 

อนุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าอนุปสัมบัน แสดงความไม่เอื้อเฟื้อ

ต้องอาบัติทุกกฏ.

 

อนาปัตติวาร

 

[๕๙๗] ภิกษุกล่าวชี้เหตุว่า

อาจารย์ทั้งหลายของพวกข้าพเจ้าเรียนมาอย่างนี้ สอบถามมาอย่างนี้ ๑

ภิกษุวิกลจริต ๑

ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑

ไม่ต้องอาบัติแล

สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ

(สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๔)

มมร. เล่ม 4 หน้า 646-648 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 647-650 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/4-646-1.html

 

-----------------------------------------------------------------------------------

 

เมื่อพระผิดโยมก็เตือนได้

 

ครั้งนั้น นางวิสาขา มิคารมาตา ได้ถูกเชิญไปสู่สกุลนั้น

นางได้เห็นท่านพระอุทายี นั่งในที่ลับ

คือในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับหญิงสาวนั้น หนึ่งต่อหนึ่ง

ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอุทายีว่า

ข้าแต่พระคุณเจ้า การที่พระคุณเจ้าสำเร็จการนั่งในที่ลับ

คือในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่งเช่นนี้

ไม่เหมาะ ไม่ควร แม้พระคุณเจ้าจะไม่ต้องการด้วยธรรมนั้น ก็จริง

ถึงอย่างนั้น พวกชาวบ้านผู้ที่ไม่เลื่อมใส จะบอกให้เชื่อได้โดยยาก

 

ท่านพระอุทายี

แม้ถูกนางวิสาขา มิคารมาตา ว่ากล่าวอยู่อย่างนี้

ก็มิได้เชื่อฟัง

 

เมื่อนางวิสาขา มิคารมาตา กลับไปแล้ว ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย

บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ

ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า

ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้สำเร็จการนั่งในที่ลับ

คือในอาสนะกำบัง ซึ่งพอจะทำการได้กับมาตุคาม หนึ่งต่อหนึ่งเล่า

แล้วกราบทูลเนื้อความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

(อนิยตสิกขาบทที่ ๑)

มมร. เล่ม 3 หน้า 663 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 625 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/3-663-4.html

 

--------------------------------------------------------------------------------------

 

ภิกษุแก่รูปหนึ่ง ทำทีถามปัญหากับพระสารีบุตร

ขณะที่กำลังแสดงธรรมแก่บริษัท ๔

พระเถระจึงหยุดเทศน์แล้วกลับที่พัก

พวกมนุษย์จึงพากันไล่ให้หนี

พระแก่หนีไปตกตกในวัจจกุฏีเต็มด้วยคูถ

 

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

ทรงปรารภพระเถระแก่รูปหนึ่ง

ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า

จตุตปฺปโห อหํ สมฺม  ดังนี้

 

ในวันหนึ่งเมื่อการฟังธรรมยังเป็นไปอยู่ในตอนกลางคืน

เมื่อพระศาสดาประทับยืน ณ แผ่นหินแก้วมณี ใกล้ประตูพระคันธกุฏี

ประทานสุคโตวาทแก่หมู่ภิกษุแล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฏี

 

พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้ไปยังบริเวณของตน.

พระมหาโมคคัลลานะก็ไปยังบริเวณของตนเหมือนกัน

พักอยู่ครู่หนึ่งจึงมาหาพระเถระ แล้วถามปัญหา.

พระธรรมเสนาบดีได้แก้ปัญหาที่พระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว ๆ

ได้ทำให้ชัดเจนดุจทำพระจันทร์ให้ปรากฏบนท้องฟ้า.

แม้บริษัทสี่ก็นั่งฟังธรรมอยู่.

 

ณ ที่นั้นพระเถระแก่รูปหนึ่งคิดว่า

หากเราจะเย้าพระสารีบุตร ถามปัญหาในท่ามกลางบริษัทนี้.

บริษัทนี้รู้ว่า ภิกษุนี้เป็นพหูสูต ก็จักกระทำสักการะและยกย่อง

จึงลุกขึ้นจากระหว่างบริษัทเข้าไปหาพระเถระ

ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า

ดูก่อนอาวุโสสารีบุตร ข้าพเจ้าจักถามปัญหาข้อหนึ่งกะท่าน

ขอจงให้โอกาสแก่เราบ้าง ขอท่านจงให้การวินิจฉัยแก่ข้าพเจ้า

โดยอ้อมก็ตาม โดยตรงก็ตาม ในการติเตียนก็ตาม ในการยกย่องก็ตาม

ในการวิเศษก็ตาม ในการไม่วิเศษก็ตาม.

 

พระเถระแลดูพระแก่นั้นแล้วคิดว่า

หลวงตานี่ตั้งอยู่ในความริษยา โง่ ไม่รู้อะไรเลย จึงไม่พูดกับพระแก่นั้น

ละอายใจวางพัดวีชนี ลงจากอาสนะเข้าไปยังบริเวณ.

แม้พระมหาโมคคัลลานเถระก็ได้เข้าไปยังบริเวณของตนเหมือนกัน.

 

พวกมนุษย์พากันลุกขึ้นประกาศว่า

พวกท่านจงจับพระแก่ใจร้ายนี้

ไม่ให้พวกเราได้ฟังธรรมอันไพเราะ

แล้วก็พากันติดตามไป

พระเถระนั้นหนีไปตกในวัจจกุฏีเต็มด้วยคูถ

ซึ่งมีไม้เรียบหักพังท้ายวิหาร

ลุกขึ้นมาทั้งที่เปื้อนคูถ.

 

พวกมนุษย์เห็นดังนั้นพากันรังเกียจได้ไปเฝ้าพระศาสดา.

 

พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นมนุษย์เหล่านั้น จึงตรัสถามว่า

อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกท่านมาทำไมนอกเวลา.

 

พวกมนุษย์พากันกราบทูลเนื้อความให้ทรงทราบ.

 

พระศาสดาตรัสว่า

อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ภิกษุแก่นี้ผยอง

ไม่รู้กำลังของตน ทำทัดเทียมกับผู้มีกำลังมาก แล้วก็เปื้อนคูถ

มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนภิกษุแก่นี้ก็เคยผยองไม่รู้กำลังของตน

ทำทัดเทียมกับผู้มีกำลังมากแล้วก็เปื้อนคูถ

...

(อรรถกถาสูกรชาดกที่ ๓)

มมร. เล่ม 57 หน้า 17-19 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 15-16 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/57-17-12.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------

 

พระโลฬุทายีอวดอ้างว่าเป็นพระนักเทศน์

เมื่อพวกเขาอาราธนาแล้วก็เทศไม่ออกสั่นอยู่

มหาชนจึงไล่เอาก้อนดิน ท่อนไม้ ตามไปจนตกหลุมคูถ

 

๔. เรื่องพระโลฬุทายีเถระ [๑๘๕]

 

ข้อความเบื้องต้น

 

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน

ทรงปรารภพระโลฬุทายีเถระ

ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า

"อสชฺฌายมลา มนฺตา"  เป็นต้น.

 

พระโลฬุทายีอวดดีอยากแสดงธรรม

 

ดังได้สดับมา พวกอริยสาวกประมาณ ๕ โกฏิในพระนครสาวัตถี

ถวายทานในเวลาก่อนภัตแล้ว ในเวลาหลังภัตจึงถือวัตถุทั้งหลาย

มีเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และผ้าเป็นต้น ไปวิหารแล้วฟังธรรมกถาอยู่,

ก็ในเวลาฟังธรรมแล้วเดินไป

ย่อมกล่าวคุณของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ.

 

พระอุทายีเถระ สดับถ้อยคำของอริยสาวกเหล่านั้นแล้ว จึงพูดว่า

" พวกท่านฟังธรรมกถาของพระเถระทั้งสองนั้น ยังกล่าวถึงอย่างนั้นก่อน,

ฟังธรรมกถาของฉันแล้ว จักกล่าวอย่างไรหนอแล ?"

 

พวกมนุษย์ ฟังถ้อยคำของท่านแล้วคิดว่า

" พระเถระแม้นี้ จักเป็นพระธรรมกถึกองค์หนึ่ง,

พวกเราฟังธรรมกถาของพระเถระแม้นี้ควร."

วันหนึ่ง พวกเขาอาราธนาพระเถระว่า

" ท่านขอรับ วันนี้เป็นวันฟังธรรมของพวกกระผม,"

ถวายทานแก่พระสงฆ์แล้วพูดว่า

" ท่านขอรับ ขอท่านพึงกล่าวธรรมกถาในกลางวันเถิด."

 

ฝ่ายพระเถระนั้น รับนิมนต์ของพวกมนุษย์นั้นแล้ว.

 

พระเถระไม่สามารถแสดงธรรมได้

 

เมื่อพวกมนุษย์นั้นมาในเวลาฟังธรรมแล้ว พูดว่า

"ท่านขอรับขอท่านจงกล่าวธรรมแก่พวกกระผมเถิด,"

 

พระโลฬุทายีเถระนั่งบนอาสนะแล้ว จับพัดอันวิจิตรสั่นอยู่,

ไม่เห็นบทธรรม แม้บทหนึ่งพูดว่า

" ฉันจักสวดสรภัญญะ, ขอภิกษุรูปอื่นจงกล่าวธรรมกถา"

ดังนี้แล้ว ก็ลง (จากอาสนะ).

 

มนุษย์พวกนั้น นิมนต์ภิกษุรูปอื่นให้กล่าวธรรมกถาแล้ว

นิมนต์พระโลฬุทายีขึ้นอาสนะอีก เพื่อต้องการสวดสรภัญญะ.

พระโลฬุทายีนั้นไม่เห็นบทธรรมอะไร ๆ แม้อีก จึงพูดว่า

" ฉันจักกล่าวในกลางคืน, ขอภิกษุรูปอื่นจงสวดสรภัญญะ" แล้วก็ลง

 

มนุษย์พวกนั้น นิมนต์ภิกษุรูปอื่นให้สวดสรภัญญะแล้ว

นำพระเถระมาในกลางคืนอีก.

พระเถระนั้น ก็ยังไม่เห็นบทธรรมอะไร ๆ แม้ในกลางคืน พูดว่า

" ฉักจักกล่าวในเวลา ใกล้รุ่งเทียว,

ขอภิกษุรูปอื่นจงกล่าวในเวลากลางคืน" แล้วก็ลง.

 

มนุษย์พวกนั้น นิมนต์ภิกษุรูปอื่นให้กล่าวแล้ว

ในเวลาใกล้รุ่ง ก็นำพระเถระนั้นมาอีก.

พระเถระนั้น แม้ในเวลาใกล้รุ่ง ก็มิได้เห็นบทธรรมอะไร ๆ.

 

พระเถระถูกมหาชนไล่ไปตกหลุมคูถ

 

มหาชน ถือวัตถุทั้งหลายมีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น คุกคามว่า

"พระอันธพาล

เมื่อพวกข้าพเจ้ากล่าวสรรเสริญพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ

ท่านพูดอย่างนั้นและอย่างนั้น,

บัดนี้ เหตุไรจึงไม่พูด ?"

ดังนี้แล้ว ก็ติดตามพระเถระผู้หนีไป.

 

 

พระเถระนั้นหนีไปตกลงในเวจกุฎีแห่งหนึ่ง.

 

มหาชนสนทนากันว่า

"พระโลฬุทายี เมื่อถ้อยคำสรรเสริญคุณพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นไปอยู่

อวดอ้างประกาศความที่ตนเป็นธรรมกถึก,

เมื่อพวกมนุษย์ทำสักการะแล้ว พูดว่า

' พวกกระผมจะฟังธรรม,'

นั่งบนอาสนะถึง ๔ ครั้ง ไม่เห็นบทธรรมอะไร ๆ ที่สมควรจะพึงกล่าว

ถูกพวกมนุษย์ถือวัตถุทั้งหลายมีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นคุกคามว่า

' ท่านถือตัวเท่าเทียมกับพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานเถระ ผู้เป็นเจ้าของพวกเรา'

ไล่ให้หนีไปตกลงในเวจกุฎีแล้ว.

 

บุรพกรรมของพระโลฬุทายี

 

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า

" ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยเรื่องอะไร ?"

 

เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า " ด้วยเรื่องชื่อนี้,"

 

จึงตรัสว่า

" ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น,

แม้ในกาลก่อน โลฬุทายีนี้ ก็จมลงในหลุมคูถเหมือนกัน "

...

(เรื่องพระโลฬุทายีเถระ)

มมร. เล่ม 43 หน้า 21-23 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 17-19 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/43-21-1.html

 

--------------------------------------------------------------------------------------

 

“อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศความไม่เลื่อมใสแก่ภิกษุ

ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ”

 

๘.  อัปปสาทสูตร

 

[๑๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศความไม่เลื่อมใสแก่ภิกษุ

ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ

ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือ

 

ภิกษุพยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑

พยายามเพื่อความฉิบหายแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑

ด่าบริภาษคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑

ยุยงคฤหัสถ์ทั้งหลายให้แตกจากคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑

ติเตียนพระพุทธเจ้า ๑

ติเตียนพระธรรม ๑

ติเตียนพระสงฆ์ ๑

และเทวดาย่อมเห็นภิกษุนั้นโดยประการนั้น ๑

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศความไม่เลื่อมใสแก่ภิกษุ

ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล.

 

[๑๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศความเลื่อมใสแก่ภิกษุ

ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ

ธรรม ๘ ประการไฉน คือ

 

ภิกษุไม่พยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑

ไม่พยายามเพื่อความฉิบหายแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑

ไม่ด่าไม่บริภาษคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑

ไม่ยุยงคฤหัสถ์ทั้งหลายให้แตกจากคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑

สรรเสริญพระพุทธเจ้า ๑

สรรเสริญพระธรรม ๑

สรรเสริญพระสงฆ์ ๑

และเพราะเหตุนี้ เทวดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญอุบาสกนั้น ๑

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศความเลื่อมใสแก่ภิกษุ

ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล.

 

จบ   ปสาทสูตรที่   ๘

 

อรรถกถาอัปปสาทสูตรที่   ๘

 

อัปปสาทสูตรที่  ๘  มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

 

บทว่า  อปฺปสาทํ    ปเวเทยฺยุํ  ได้แก่

พึงทำให้เขาเข้าใจถึงความเป็นผู้ไม่เลื่อมใส.

 

ถามว่า

ก็เมื่อจะประกาศความไม่เลื่อมใส จะต้องทำอย่างไร  ?

 

ตอบว่า

ไม่ลุกจากอาสนะที่ตนนั่ง

ไม่ไหว้

ไม่ออกไปทำการต้อนรับ

ไม่ถวายไทยธรรม.

 

บทว่า  อโคจเร  ได้แก่ อโคจร ๕ อย่าง.

 

จบ   อรรถกถาอัปปสาทสูตรที่  ๘

(อัปปสาทสูตร)

มมร. เล่ม 37 หน้า 687-688 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 563-564 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/37-687-1.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------

 

พวกอุบาสกทรมานพระภิกษุ

 

๕. เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี [๕]

 

ข้อความเบื้องต้น

 

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน

ทรงปรารภพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  "ปเร จ น วิชานนฺติ"  เป็นต้น.

 

พระวินัยธรกับพระธรรมกถึกเถียงกันเรื่องวินัย

 

ความพิสดารว่า ภิกษุ ๒ รูป คือ

พระวินัยธรรูป ๑

พระธรรมกถึกรูป ๑

มีบริวารรูปละ ๕๐๐ ได้อยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี.

 

วันหนึ่ง ในภิกษุ ๒ รูปนั้น

พระธรรมกถึก ไปถานแล้ว

เว้นน้ำชำระที่เหลือไว้ในภาชนะ ที่ซุ้มน้ำแล้ว ก็ออกมา.

ภายหลัง พระวินัยธร เข้าไปที่ซุ้มน้ำนั้น เห็นน้ำนั้น

ออกมาถามพระธรรมกถึกนอกนี้ว่า

"ผู้มีอายุ ท่านเหลือน้ำไว้หรือ ?"

 

ธ. ขอรับ ผู้มีอายุ.

 

ว. ท่านก็ไม่รู้ว่าอาบัติ ในเพราะการเหลือน้ำไว้นี้หรือ ?

 

ธ. ขอรับ ผมไม่ทราบ

 

ว. ไม่รู้ก็ช่างเถิด ผู้มีอายุ เป็นอาบัติในข้อนี้.

 

ธ. ถ้าอย่างนั้น ผมจักทำคืนอาบัตินั้นเสีย.

 

ว. ผู้มีอายุ ก็ถ้าว่าข้อนั้นท่านไม่แกล้งทำ เพราะความไม่มีสติ, อาบัติไม่มี.

 

พระธรรมกถึกนั้น ได้เป็นผู้มีความเห็นอาบัตินั้นว่ามิใช่อาบัติ.

 

ฝ่ายพระวินัยธร ได้บอกแก่พวกนิสิตของตนว่า

"พระธรรมกถึกรูปนี้ แต่ต้องอาบัติก็ไม่รู้."

 

พวกนิสิตพระวินัยธรนั้น เห็นพวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นแล้ว ได้กล่าวว่า

"พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ."

 

พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้น ไปแจ้งแก่พระอุปัชฌาย์ของตนแล้ว.

 

พระธรรมกถึกนั้น พูดอย่างนี้ว่า

"พระวินัยธรรูปนี้

เมื่อก่อนพูดว่า 'ไม่เป็นอาบัติ,'

เดี๋ยวนี้พูดว่า ' เป็นอาบัติ,'

พระวินัยธรนั้น พูดมุสา;"

 

พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นไปกล่าวว่า

"พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน พูดมุสา."

พวกนิสิตของพระวินัยธรและพระธรรมกถึกนั้น

ทำความทะเลาะกันและกันให้เจริญแล้ว ด้วยประการอย่างนี้.

 

ภายหลัง พระวินัยธรได้โอกาสแล้ว

จึงได้ทำอุกเขปนียกรรมแก่พระธรรมกถึก เพราะโทษที่ไม่เห็นอาบัติ.

 

จำเดิมแต่กาลนั้น

แม้พวกอุปัฏฐากผู้ถวายปัจจัยของภิกษุ ๒ รูปนั้น ก็ได้เป็น ๒ ฝ่าย.

พวกภิกษุณีผู้รับโอวาทก็ดี พวกอารักขเทวดาก็ดี ของภิกษุ ๒ รูปนั้น

พวกอากาสัฏฐเทวดา ผู้เพื่อนเห็น

เพื่อนคบ ของพวกอารักขเทวดาเหล่านั้นก็ดี

พวกปุถุชนทั้งปวงก็ดี ได้เป็น ๒ ฝ่าย

ตลอดจนพรหมโลกก็โกลาหลกึกก้องเป็นเสียงเดียว

ได้ขึ้นไปจนถึงอกนิฏฐภพ.

 

พระศาสดาตรัสสอนให้สามัคคีกัน

 

ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า

กราบทูลการที่พวกภิกษุผู้ยกวัตรถือว่า

"พระธรรมกถึกรูปนี้ สงฆ์ยกเสียแล้วด้วยกรรมที่ประกอบด้วยธรรมแท้,"

 

และการที่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึกผู้ที่สงฆ์ยกเสียแล้วถือว่า

"พระอุปัชฌาย์ของพวกเรา สงฆ์ยกเสียแล้ว ด้วยกรรมซึ่งมิได้ประกอบด้วยธรรม,"

 

และการที่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึกผู้ที่สงฆ์ยกวัตรเหล่านั้น

แม้อันพวกภิกษุผู้ยกวัตรห้ามอยู่ ก็ยังขืนเที่ยวตามห้อมล้อมพระธรรมกถึกนั้น.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงส่งโอวาทไปว่า

"นัยว่า ภิกษุทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกัน" ถึง ๒ ครั้ง ทรงสดับว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาจะเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน,"

ครั้นหนที่ ๓ ทรงสดับว่า

"ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว"

ดังนี้ จึงเสด็จไปสู่สำนักของเธอทั้งหลายแล้ว

ตรัสโทษในการยกวัตรของพวกภิกษุผู้ยกวัตร

และโทษในการไม่เห็นอาบัติของพวกภิกษุนอกนี้แล้ว

 

ทรงอนุญาตสังฆกรรมทั้งหลายมีอุโบสถเป็นต้น

ในสีมาเดียวกันที่โฆสิตารามนั่นเอง แก่เธอทั้งหลายอีกแล้ว

ทรงบัญญัติวัตรในโรงฉันว่า

"ภิกษุทั้งหลาย พึงนั่งในแถวมีอาสนะหนึ่ง ๆ ในระหว่าง ๆ"

ดังนี้เป็นต้น แก่เธอทั้งหลาย

ผู้เกิดการแตกร้าวในสถานที่ทั้งหลาย มีโรงฉันเป็นต้น

 

แล้วทรงสดับว่า "ถึงเดี๋ยว นี้ ภิกษุทั้งหลาย ก็ยังเกิดการแตกร้าวกันอยู่"

จึงเสด็จไปที่โฆสิตารามนั้นแล้ว ตรัสห้ามว่า

"อย่าเลย ภิกษุทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้ทำการแตกร้าวกัน"

ดังนี้เป็นต้นแล้ว ตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการแตกร้าว การทะเลาะ

การแก่งแย่งและการวิวาทนั่น ทำความฉิบหายให้.

แท้จริงแม้นางนกลฏุกิกา อาศัยการทะเลาะกัน

ยังอาจทำพระยาช้างให้ถึงความสิ้นชีวิต"

ดังนี้แล้ว ตรัสลฏุกิกชาดกแล้ว ตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย ขอพวกท่านจงพร้อมเพรียงกันเถิด อย่าวิวาทกันเลย,

เพราะว่า แม้นกกระจาบตั้งหลายพัน อาศัยความวิวาทกัน ได้ถึงความสิ้นชีวิต"

ดังนี้แล้ว ตรัสวัฏฏกชาดก.

 

ตรัสสอนเท่าไรก็ไม่เชื่อ

 

แม้อย่างนี้ พวกภิกษุนั้นก็ไม่เชื่อถือถ้อยคำ,

เมื่อภิกษุผู้เป็นธรรมวาทีรูปใดรูปหนึ่ง

ไม่พอใจให้พระตถาคตเจ้าทรงลำบาก กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า

ผู้เจ้าของแห่งธรรมทรงรอก่อน,

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีความขวนขวายน้อย

หมั่นประกอบธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมอยู่เถิด;

พวกข้าพระองค์จักปรากฏ

เพราะการแตกร้าว การทะเลาะ การแก่งแย่งและการวิวาทนั่นเอง;

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงความที่

พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ถูกพระเจ้าพรหมทัต ชิงเอาราชสมบัติ

ปลอมเพศไม่ให้ใครรู้จัก เสด็จอยู่ (ในเมืองพาราณสี) ถูกจับปลงพระชนม์เสีย

และความที่พระเจ้าพรหมทัต และทีฆาวุกุมารเหล่านั้นพร้อมเพรียงกัน

จำเดิมแต่ เมื่อทีฆาวุกุมารยกพระชนม์ของพระองค์ถวายว่า

"ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ได้เคยมีแล้ว

ในเมืองพาราณสี ได้มีพระเจ้ากรุงกาสี (พระองค์หนึ่ง)

ทรงพระนามว่าพระเจ้าพรหมทัต"

ดังนี้เป็นต้น แม้ตรัสสอนว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ความอดกลั้นและความสงบเสงี่ยม เห็นปานนั้น

ยังได้มีแล้วแก่พระราชาเหล่านั้น ผู้มีไม้อันถือไว้แล้ว ผู้มีศัสตราอันถือไว้แล้ว;

ข้อที่ท่านทั้งหลายผู้บวชแล้วในธรรมวินัยที่กล่าวชอบแล้วอย่างนี้

ควรเป็นผู้อดกลั้นเป็นผู้สงบเสงี่ยม, จะพึงงามในธรรมวินัยนี้แล ภิกษุทั้งหลาย"

ดังนี้แล้ว ก็ไม่สามารถจะทำเธอทั้งหลาย ให้พร้อมเพรียงกันได้เลย.

 

พระศาสดาทรงระอาจึงเสด็จหนีไปจำพรรษาอยู่ป่ารักขิตวัน

 

พระองค์ทรงระอาพระทัย เพราะความอยู่อาเกียรณนั้น ทรงพระดำริว่า

"เดี๋ยวนี้เราอยู่อาเกียรณเป็นทุกข์.

และภิกษุเหล่านั้นไม่ทำ (ตาม) คำของเรา

ถ้าอย่างไร เราพึงหลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว"

ดังนี้ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในเมืองโกสัมพี ไม่ตรัสบอกพระภิกษุสงฆ์

ทรงถือบาตรจีวรของพระองค์ เสด็จไปพาลกโลณการาม แต่พระองค์เดียว

ตรัสเอกจาริกวัตร แก่พระภคุเถระที่พาลกโลณการามนั้นแล้ว

ตรัสอานิสงส์แห่งสามัคคีรสแก่กุลบุตร ๓ คน ในมิคทายวัน ชื่อปาจีนวังสะแล้ว

เสด็จไปทางบ้านปาริเลยยกะ.

ดังได้สดับมา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอาศัยบ้านปาริเลยยกะ

เสด็จจำพรรษาอยู่ที่ควงไม้สาละใหญ่ ในราวป่ารักขิตวัน

อันช้างปาริเลยยกะอุปัฏฐากอยู่เป็นผาสุก.

 

พวกอุบาสกทรมานพระภิกษุ

 

ฝ่ายพวกอุบาสก ผู้อยู่ในเมืองโกสัมพีแล ไปสู่วิหาร ไม่เห็นพระศาสดา จึงถามว่า

"พระศาสดาเสด็จอยู่ที่ไหน ? ขอรับ."

 

ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า.

"พระองค์เสด็จไปสู่ราวป่าปาริเลยยกะเสียแล้ว."

 

อุ. เพราะเหตุอะไร ? ขอรับ.

 

ภ. พระองค์ทรงพยายามจะทำพวกเราให้พร้อมเพรียงกัน.

แต่พวกเราหาได้เป็นผู้พร้อมเพรียงกันไม่.

 

อุ. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ท่านทั้งหลายบวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว,

ถึงเมื่อพระองค์ทรงทำสามัคคี, ไม่ได้เป็นผู้สามัคคีกันแล้วหรือ ?

 

ภ. อย่างนั้นแล ผู้มีอายุ.

 

พวกมนุษย์คิดกันว่า

"ภิกษุพวกนี้ บวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว,

ถึงเมื่อพระองค์ทรงทำสามัคคีอยู่, ก็ไม่สามัคคีกันแล้ว;

พวกเราไม่ได้เห็นพระศาสดา เพราะอาศัยภิกษุพวกนี้;

พวกเราจักไม่ถวายอาสนะ

จักไม่ทำสามีจิกรรมมีการไหว้เป็นต้นแก่ภิกษุพวกนี้:"

จำเดิมแต่นั้นมา ก็ไม่ทำสามีจิกรรมแก่ภิกษุพวกนั้น.

 

 

เธอทั้งหลายซูบซีดเพราะมีอาหารน้อย,

โดยสองสามวันเท่านั้นก็เป็นคนตรง

แสดงโทษที่ล่วงเกินแก่กันและกัน

ต่างรูปต่างขอขมากันแล้ว กล่าวว่า

"อุบาสกทั้งหลาย พวกเราพร้อมเพรียงกันแล้ว.

ฝ่ายพวกท่าน ขอให้เป็นพวกเราเหมือนอย่างก่อน."

 

อุ. พวกท่านทูลขอขมาพระศาสดาแล้วหรือ ? ขอรับ.

 

ภ. ยังไม่ได้ทูลขอขมา ผู้มีอายุ.

 

อุ. ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่านทูลขอขมาพระศาสดาเสีย,

ฝ่ายพวกข้าพเจ้าจักเป็นพวกท่านเหมือนอย่างก่อน

ในกาลเมื่อพวกท่านทูลขอขมาพระศาสดาแล้ว.

 

เธอทั้งหลายไม่สามารถจะไปสู่สำนักของพระศาสดา เพราะเป็นภายในพรรษา

ยังภายในพรรษานั้น ให้ล่วงไปด้วยความลำบาก.

 

ช้างปาริเลยยกะอุปัฏฐากพระศาสดา

 

ฝ่ายพระศาสดา อันช้างนั้นอุปัฏฐากอยู่ ประทับอยู่สำราญแล้ว.

 

ฝ่ายช้างนั้น ละฝูงเข้าไปสู่ราวป่านั้น เพื่อต้องการความอยู่ผาสุก.

 

 

พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้อย่างไร ?

พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้ว่า

(ครั้งนั้น ความตรึกได้มีแก่พระยาช้างนั้นว่า)

" เราอยู่อาเกียรณด้วยพวกช้างพลาย ช้างพัง ช้างสะเทิ้นและลูกช้าง

เคี้ยวกินหญ้าที่เขาเด็ดปลายเสียแล้ว, และเขาคอยเคี้ยวกินกิ่งไม้ที่เราหักลง ๆ

และเราดื่มน้ำที่ขุ่น, เมื่อเราลงและขึ้นสู่ท่าแล้ว พวกช้างพังก็เดินเสียดสีกายไป;

ถ้าอย่างไร เราจะหลีกออกจากหมู่อยู่ตัวเดียว."

 

ครั้งนั้นแล พระยาช้างนั้น หลีกออกจากโขลง

เข้าไป ณ บ้านปาริเลยยกะ ราวป่ารักขิตวัน ควงไม้สาละใหญ่

(และ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่แล้ว;

 

ก็แลครั้นเข้าไปแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า

แลดูอยู่ไม่เห็นวัตถุอะไร ๆ อื่น จึงกระทืบควงไม้สาละใหญ่ด้วยเท้า

ถาก (ให้เรียบ) ถือกิ่งไม้ด้วยงวงกวาด.

 

ตั้งแต่นั้นมา พระยาช้างนั้นจับหม้อด้วยงวง ตักน้ำฉันน้ำใช้มาตั้งไว้,

เมื่อทรงพระประสงค์ด้วยน้ำร้อน, ก็จัดน้ำร้อนถวาย.

 

พระยาช้างนั้นจัดน้ำร้อนได้อย่างไร ?

พระยาช้างนั้นสีไม้แห้งด้วยงวงให้ไฟเกิด, ใส่ฟืนให้ไฟลุกขึ้น

เผาศิลาในกองไฟนั้นแล้ว กลิ้งก้อนศิลาเหล่านั้นไปด้วยท่อนไม้

ทิ้งลงในสะพังน้อยที่ตัวกำหนดหมายไว้,

ลำดับนั้น หย่อนงวงลงไป รู้ว่าน้ำร้อนแล้ว,

จึงไปถวายบังคมพระศาสดา.

 

พระศาสดาตรัสว่า

"ปาริเลยยกะ น้ำเจ้าต้มแล้วหรือ ?"

ดังนี้แล้ว เสด็จไปสรงในที่นั้น.

 

ในกาลนั้น พระยาช้างนั้นนำผลไม้ต่างอย่างมาถวายแด่พระศาสดา.

 

ก็เมื่อพระศาสดาจะเสด็จเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต

พระยาช้างนั้นถือบาตรจีวรวางไว้บนตระพอง ตามเสด็จพระศาสดาไป.

 

พระศาสดาเสด็จถึงแดนบ้านแล้วรับสั่งว่า

"ปาริเลยยกะ ตั้งแต่ที่นี้ เจ้าไม่อาจไปได้. เจ้าจงเอาบาตรจีวรของเรามา"

ดังนี้แล้ว ให้พระยาช้างนั้นเอาบาตรจีวรมาถวายแล้ว เสด็จเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต.

 

ส่วนพระยาช้างนั้นยืนอยู่ที่นั้นเอง จนกว่าพระศาสดาจะเสด็จออกมา

ในเวลาพระศาสดาเสด็จมา ทำการต้อนรับแล้ว ถือบาตรจีวรโดยนัยก่อน

(นำไป) ปลงลง ณ ที่ประทับอยู่แล้ว ถวายงานพัดด้วยกิ่งไม้ แสดงวัตรอยู่.

 

ในราตรี พระยาช้างนั้นถือท่อนไม้ใหญ่ด้วยงวง

เที่ยวไปในระหว่าง ๆ แห่งราวป่ากว่าอรุณจะขึ้น

เพื่อกันอันตรายอันจะมีแต่เนื้อร้ายด้วยตั้งใจว่า "จักรักษาพระศาสดา"

ได้ยินว่า ราวป่านั้นชื่อว่ารักขิตวันสัณฑะ จำเดิมแต่กาลนั้นมา.

 

ครั้นอรุณขึ้นแล้ว,

พระยาช้างนั้นทำวัตรทั้งปวง โดยอุบายนั้นนั่นแล

ตั้งต้นแต่การถวายน้ำสรงพระพักตร์.

 

วานรถวายรวงน้ำผึ้ง

 

ในกาลนั้น วานรตัวหนึ่ง เห็นช้างนั้นลุกขึ้นแล้ว ๆ

ทำอภิสมาจาริกวัตร ( คือการปฏิบัติ ) แด่พระตถาคตเจ้าแล้ว คิดว่า

"เราก็จักทำอะไร ๆ ถวายบ้าง" เที่ยวไปอยู่,

วันหนึ่ง เห็นรวงผึ้งที่กิ่งไม้หาตัวมิได้ หักกิ่งไม้แล้ว

นำรวงผึ้งพร้อมทั้งกิ่งไม้ไปสู่สำนักพระศาสดา ได้เด็ดใบตองรองถวาย.

 

พระศาสดาทรงรับแล้ว.

 

วานรแลดูอยู่ ด้วยคิดว่า

"พระศาสดาจักทรงทำบริโภคหรือไม่ ?"

เห็นพระศาสดาทรงรับแล้วนั่งเฉยอยู่ คิดว่า "อะไรหนอแล"

จึงจับปลายกิ่งไม้พลิก พิจารณาดู เห็นตัวอ่อนแล้ว

จึงค่อย ๆ นำตัวอ่อนเหล่านั้นออกเสียแล้ว จึงได้ถวายใหม่.

 

พระศาสดาทรงบริโภคแล้ว.

 

วานรนั้นมีใจยินดี ได้จับกิ่งไม้นั้น ๆ ยืนฟ้อนอยู่.

 

ในกาลนั้น กิ่งไม้ที่วานรนั้นจับแล้วก็ดี

กิ่งไม้ที่วานรนั้นเหยียบแล้วก็ดี หักแล้ว.

วานรนั้นตกลงที่ปลายตออันหนึ่ง มีตัวอันปลายตอแทงแล้ว

มีจิตเลื่อมใส ทำกาลกิริยาแล้ว

เกิดในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ ในภพดาวดึงส์ มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร.

 

พระยาช้างสังเกตดูวัตรพระอานนท์

 

การที่พระตถาคตเจ้า อันพระยาช้างอุปัฏฐาก

ประทับอยู่ในราวป่ารักขิตวันนั้น ได้ปรากฏในชมพูทวีปทั้งสิ้น.

 

ตระกูลใหญ่ ๆ คือ

ท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะและนางวิสาขามหาอุบาสิกา อย่างนี้เป็นต้น

ได้ส่งสาสน์จากนครสาวัตถี ไปถึงพระอานนท์เถระว่า

"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงพระศาสดาแก่พวกข้าพเจ้า."

 

ฝ่ายภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้อยู่ในทิศ จำพรรษาแล้ว

เข้าไปหาพระอานนท์เถระ วอนขอว่า

"อานนท์ผู้มีอายุ ธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า

ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ฟังนานมาแล้ว;

อานนท์ผู้มีอายุ

ดีละข้าพเจ้าทั้งหลาย

พึงได้ฟังธรรมีกถาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด."

 

พระเถระพาภิกษุเหล่านั้นไป ณ ที่นั้นแล้ว คิดว่า

"การเข้าไปสู่สำนักพระตถาคตเจ้า ผู้เสด็จอยู่พระองค์เดียว ตลอดไตรมาส

พร้อมกับภิกษุมีประมาณถึงเท่านี้ หาควรไม่"

ดังนี้แล้ว จึงพักภิกษุเหล่านั้นไว้ข้างนอกแล้ว

เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแต่รูปเดียวเท่านั้น.

พระยาช้างปาริเลยยกะ เห็นพระอานนทเถระนั้นแล้ว ถือท่อนไม้วิ่งไป.

 

พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ตรัสว่า

"หลีกไปเสียปาริเลยยกะ อย่าห้ามเลย,

ภิกษุนั่น เป็นพุทธอุปัฏฐาก."

 

พระยาช้างปาริเลยยกะนั้น ทิ้งท่อนไม้เสียในที่นั้นเองแล้ว

ได้เอื้อเฟื้อถึงการรับบาตรจีวร,

 

พระเถระมิได้ให้แล้ว.

 

พระยาช้างได้คิดว่า

"ถ้าภิกษุรูปนี้จักมีวัตรอันได้เรียนแล้ว.

ท่านคงจักไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นศิลาที่ประทับของพระศาสดา."

 

พระเถระได้วางบาตรจีวรไว้ที่พื้นแล้ว.

 

ไม่ได้สหายที่มีปัญญาเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐว่า

 

จริงอยู่ ชนผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร

ย่อมไม่วางบริขารของตนไว้บนที่นั่งหรือบนที่นอนของครู.

 

พระยาช้างนั้น เห็นอาการนั้น ได้เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว.

 

พระเถระอภิวาทพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.

 

พระศาสดาตรัสถามว่า

"อานนท์ เธอมาผู้เดียวเท่านั้นหรือ ?"

ทรงสดับความที่พระเถระเป็นผู้มาพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ แล้ว ตรัสว่า

ก็ภิกษุเหล่านั้น อยู่ที่ไหน ?"

 

เมื่อพระเถระทูลว่า

"ข้าพระองค์ไม่ทราบน้ำพระทัยของพระองค์

จึงพักเธอทั้งหลายไว้ข้างนอกมาแล้ว (แต่รูปเดียว) "

 

ตรัสว่า "เรียกเธอทั้งหลายมาเถิด"

 

พระเถระได้ทำตามรับสั่งแล้ว.

 

ภิกษุเหล่านั้น มาถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง.

 

พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเธอทั้งหลายแล้ว.

เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า

เป็นพระพุทธเจ้าอันสุขุม และเป็นกษัตริย์อันสุขุม

พระองค์เสด็จยืนและประทับนั่งพระองค์เดียวตลอดไตรมาส ทำกิจที่ทำได้ด้วยยาก,

ผู้ทำวัตรและปฏิวัตรก็ดี ผู้ถวายน้ำสรงพระพักตร์ก็ดี ชะรอยจะมิได้มีแล้ว."

 

ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย กิจทั้งปวงของเรา อันพระยาช้างปาริเลยยกะทำแล้ว

ก็อันบุคคลผู้ได้สหายเห็นปานนี้ อยู่ด้วยกันควรแล้ว,

เมื่อไม่ได้สหาย (เห็นปานนี้) ความเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียวเท่านั้นประเสริฐกว่า"

ดังนี้แล้ว ได้ภาษิต ๓ คาถาในนาควรรคเหล่านี้ว่า:-

 

ถ้าบุคคลได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน มีปัญญาทรงจำ

มีคุณธรรมเป็นเครื่องอยู่ยังประโยชน์ให้สำเร็จไว้ เป็นผู้เที่ยวไปด้วยกันไซร้,

(บุคคลผู้ได้สหายเห็นปานนั้น) ควรมีใจยินดี มีสติ

ครอบงำอันตราย ซึ่งคอยเบียดเบียนรอบข้าง ทั้งปวงเสียแล้ว เที่ยวไปกับสหายนั้น,

ถ้าบุคคลไม่ได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน มีปัญญาทรงจำ

มีคุณธรรมเป็นเครื่องอยู่ยังประโยชน์ให้สำเร็จไว้ เป็นผู้เที่ยวไปด้วยกันไซร้,

บุคคลนั้นควรเที่ยวไปคนเดียว

เหมือนพระราชาผู้ละแว่นแคว้นที่พระองค์ทรงชำนะแล้วเสด็จอยู่แต่องค์เดียว,

(และ) เหมือนพระยาช้างอันชื่อว่ามาตังคะเที่ยวอยู่ในป่าแต่เชือกเดียว,

การเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า ความเป็นสหายไม่มีในเพราะชนพาล,

บุคคลผู้ไม่ได้สหายเห็นปานนั้น ควรมีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปผู้เดียว

และไม่ควรทำบาปทั้งหลาย,

เหมือนพระยาช้างชื่อมาตังคะผู้มีความขวนขวายน้อย

เที่ยวไปในป่าแต่เชือกเดียว และหาได้ทำบาปไม่."

 

ในกาลจบคาถา ภิกษุเหล่านั้นทั้ง ๕๐๐ รูป ตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว.

 

พระอานนทเถระกราบทูลสาสน์ที่ตระกูลใหญ่ ๆ

มีท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะเป็นต้นส่งมาแล้ว กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

อริยสาวก ๕ โกฏิ มีท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะเป็นหัวหน้า

หวังความเสด็จมาของพระองค์อยู่."

 

พระศาสดาตรัสว่า

"ถ้าอย่างนั้นเธอจงรับบาตรจีวร"

ดังนี้แล้ว ให้พระเถระรับบาตรจีวรแล้ว เสด็จออกไป.

 

พระยาช้างได้ไปยืนขวางทางไว้.

 

ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระยาช้างทำอะไร ?"

 

พระศาสดาตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ช้างหวังจะถวายภิกขาแก่เธอทั้งหลาย,

ก็แลช้างนี้ได้ทำอุปการะแก่เราตลอดราตรีนาน,

การยังจิตของช้างนี้ให้ขัดเคืองไม่ควร.

ภิกษุทั้งหลาย ขอเธอทั้งหลายกลับเถิด."

พระศาสดาทรงพาภิกษุทั้งหลายเสด็จกลับแล้ว.

 

ฝ่ายช้างเข้าไปสู่ราวป่าแล้ว รวบรวมผลไม้ต่าง ๆ

มีผลขนุนและกล้วยเป็นต้นมาทำให้เป็นกองไว้,

ในวันรุ่งขึ้น ได้ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย.

ภิกษุ ๕๐๐ รูปไม่อาจฉันผลไม้ทั้งหลายให้หมดสิ้น.

 

ในกาลเสร็จภัตกิจ พระศาสดาทรงถือบาตรจีวรเสด็จออกไปแล้ว.

พระยาช้างไปตามระหว่าง ๆ แห่งภิกษุทั้งหลาย ยืนขวางพระพักตร์พระศาสดาไว้.

 

ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างนี้ทำอะไร ?"

 

ศ. ภิกษุทั้งหลาย

ช้างนี้จะส่งพวกเธอไปแล้ว ชวนให้เรากลับ.

 

ภ. อย่างนั้นหรือ ? พระองค์ผู้เจริญ.

 

ศ. อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย.

 

ช้างทำกาละไปเกิดเป็นเทพบุตร

 

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะช้างนั้นว่า

"ปาริเลยยกะ นี้ความไปไม่กลับของเรา,

ฌานก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคและผลก็ดี ย่อมไม่มีแก่เจ้าด้วยอัตภาพนี้, เจ้าหยุดอยู่เถิด"

 

พระยาช้างได้ฟังรับสั่งดังนั้นแล้ว

ได้สอดงวงเข้าปากร้องไห้ เดินตามไปข้างหลัง ๆ.

ก็พระยาช้างนั้น เมื่อเชิญพระศาสดาให้กลับได้

พึงปฏิบัติโดยอาการนั้นแลจนตลอดชีวิต.

 

ฝ่ายพระศาสดาเสด็จถึงแดนบ้านนั้นแล้ว ตรัสว่า

"ปาริเลยยกะ จำเดิมแต่นี้ไป มิใช่ที่ของเจ้า, เป็นที่อยู่ของหมู่มนุษย์.

มีอันตรายเบียดเบียนอยู่รอบข้าง, เจ้าจงหยุดอยู่เถิด"

 

ช้างนั้นยืนร้องไห้อยู่ในที่นั้น,

ครั้นเมื่อพระศาสดาทรงละคลองจักษุไป, มีหัวใจแตก. ทำกาละแล้ว

เกิดในท่ามกลางนางเทพอัปสรพันหนึ่ง

ในวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ ในภพดาวดึงส์

เพราะความเลื่อมใสในพระศาสดา

ชื่อของเทพบุตรนั้นว่า

"ปาริเลยยกเทพบุตร."

 

ฝ่ายพระศาสดาได้เสด็จถึงพระเชตวันแล้วโดยลำดับ.

 

ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีทูลขอขมาพระศาสดา

 

ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี สดับว่า

"ได้ยินว่า พระศาสดาเสด็จถึงกรุงสาวัตถีแล้ว."

ได้ไป ณ ที่นั้นเพื่อจะกราบทูลขอขมาพระศาสดา.

 

พระเจ้าโกศลทรงสดับว่า

"ได้ยินว่า พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้นมาอยู่"

จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

หม่อมฉันจักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้น เข้ามาสู่แว่นแคว้นของหม่อมฉัน."

 

พระศาสดา ตรัสตอบว่า

" ดูก่อนมหาราช ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีศีล,

แต่ไม่ถือเอาคำของอาตมภาพ เพราะวิวาทกันและกันเท่านั้น,

บัดนี้ เธอทั้งหลายมาเพื่อขอขมาอาตมภาพ,

ดูก่อนมหาราช ขอภิกษุเหล่านั้นจงมาเถิด."

 

ฝ่ายท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ ทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่วิหาร"

ดังนี้แล้ว ถูกพระศาสดาทรงห้ามเสียเหมือนอย่างนั้น

ได้นิ่งแล้ว.

 

ก็เมื่อภิกษุเหล่านั้นถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับแล้ว,

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประทานเสนาสนะ ณ ส่วนข้างหนึ่ง

ทำให้เป็นที่สงัดแก่เธอทั้งหลาย.

 

ภิกษุเหล่าอื่น ไม่นั่ง ไม่ยืน ร่วมกับภิกษุพวกนั้น.

 

พวกชนผู้มาแล้ว ๆ ทูลถามพระศาสดาว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พวกไหน ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น ?"

 

พระศาสดาทรงแสดงว่า "พวกนั่น."

 

ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้น ถูกพวกชนผู้มาแล้ว ๆ ชี้นิ้วว่า

"ได้ยินว่า นั่นพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น,

ได้ยินว่า นั่นพวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกร้าวเหล่านั้น"

ดังนี้ ไม่อาจยกศีรษะขึ้น เพราะความอาย ฟุบลงแทบบาทมูลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทูลขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.

 

พระศาสดา ตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายทำกรรมหนักแล้ว.

ชื่อว่าเธอทั้งหลายแม้บวชแล้วในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้เช่นเรา,

เมื่อเราทำความสามัคคีอยู่ ไม่ทำ (ตาม) คำของเรา,

ฝ่ายบัณฑิตอันมีในปางก่อน สดับโอวาทของมารดาและบิดาผู้ต้องประหารชีวิต,

เมื่อบิดามารดานั้นแม้ถูกปลงชีวิตอยู่, ก็ไม่ล่วงโอวาทนั้น

ภายหลังได้ครองราชสมบัติใน ๒ แว่นแคว้น"

ดังนี้แล้ว ตรัสทีฆาวุกุมารชาดก อีกเหมือนกันแล้ว ตรัสว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ทีฆาวุกุมาร ถึงเมื่อพระชนนีและพระชนกถูกปลงชีวิตอยู่อย่างนั้น,

ก็ไม่ก้าวล่วงโอวาทของพระชนนีและพระชนกเหล่านั้นแล้ว

ภายหลังได้ธิดาของพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในแว่นแคว้นกาสีและแว่นแคว้นโกศลทั้งสองแล้ว,

ส่วนพวกเธอทั้งหลายไม่ทำ (ตาม ) คำของเรา ทำกรรมหนัก"

ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า

 

๕. ปเร จ น วิชานนฺติ มยเมตฺถ ยมามฺหเส

เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ตโต สมฺมนฺติ เมธคา.

"ก็ชนเหล่าอื่นไม่รู้ตัวว่า

'พวกเราพากันย่อยยับอยู่ในท่ามกลางสงฆ์นี้'

ฝ่ายชนเหล่าใดในหมู่นั้นย่อมรู้ชัด,

ความหมายมั่นกันและกัน ย่อมสงบเพราะการปฏิบัติของชนพวกนั้น ."

 

แก้อรรถ

 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า  ปเร  เป็นต้น ความว่า

เหล่าชนผู้ทำความแตกร้าว ยกบัณฑิตทั้งหลายเสีย

คือพวกอื่นจากบัณฑิตนั้น ชื่อว่าชนพวกอื่น,

ชนพวกอื่นนั้น ทำความวุ่นวายอยู่ในท่ามกลางสงฆ์นั้น ย่อมไม่รู้สึกตัวว่า

"เราทั้งหลาย ย่อมย่อยยับ คือป่นปี้ ฉิบหาย

ได้แก่ ไปสู่ที่ใกล้ คือสำนักมฤตยูเป็นนิตย์."

 

บาทพระคาถาว่า  เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ  ความว่า

ชนเหล่าใดผู้เป็นบัณฑิตในหมู่นั้น ย่อมรู้สึกตัวว่า "เราทั้งหลายไปสู่ที่ใกล้มฤตยู."

 

บาทพระคาถาว่า  ตโต สมฺมนฺติ เมธคา  ความว่า

ชนเหล่านั้นรู้อยู่อย่างนี้แล ยังการทำความในใจโดยอุบายที่ชอบให้เกิดขึ้นแล้ว

ย่อมปฏิบัติเพื่อสงบความหมายมั่น คือความทะเลาะกัน,

เมื่อเป็นเช่นนั้น ความหมายมั่นเหล่านั้นย่อมสงบ

เพราะความปฏิบัตินั้นของบัณฑิตเหล่านั้น.

 

อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอธิบายในพระคาถานี้ อย่างนี้ว่า

"คำว่า  ปเร จ  เป็นต้น ความว่า

ชนทั้งหลาย แม้อันเรา (ตถาคต) กล่าวสอนอยู่ว่า

'ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย อย่าได้ทำความแตกร้าวกัน'

ดังนี้เป็นต้น ในกาลก่อน ก็ไม่นับถือ เพราะไม่รับโอวาทของเรา ชื่อว่าชนพวกอื่น.

ชนพวกอื่นนั้น ย่อมไม่รู้สึกตัวว่า

'เราทั้งหลายถือผิด ด้วยอำนาจอคติมีฉันทะเป็นต้น ย่อมย่อยยับ

ได้แก่พยายามเพื่อความเจริญแห่งเหตุอันทำความพินาศ

มีแตกร้าวกันเป็นต้น ในท่ามกลางสงฆ์นี้.'

 

แต่บัดนี้ บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเหล่าใด

ในระหว่างแห่งเธอทั้งหลายนั้น พิจารณาอยู่รู้ชัดว่า

' เมื่อก่อนเราทั้งหลายพยายามอยู่ ด้วยอำนาจอคติมีฉันทะเป็นต้น ปฏิบัติโดยไม่ชอบแล้ว'

ความหมายมั่น ที่นับว่าความทะเลาะกันในบัดนี้เหล่านี้

ย่อมสงบจากสำนักบัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น ๆ

คือเพราะอาศัยบุรุษผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้."

 

ในกาลจบคาถา

ภิกษุผู้ประชุมกัน ได้ดำรงอยู่ในอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.

 

เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี จบ.

(เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี)

มมร. เล่ม 40 หน้า 78-93 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 58-70 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/40-78-1.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------

 

“ว่าด้วยการยินดีในการตักเตือน”

 

“บุคคลพึงเห็นผู้ใด ผู้แสดงโทษ กล่าวข่มขี่ มีปัญญา

ว่าเป็นเหมือนบุคคลผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ให้

พึงคบหาบุคคลเช่นนั้น ผู้เป็นบัณฑิต

เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น มีแต่คุณอันประเสริฐ

ไม่มีโทษลามกเลย

บุคคลพึงกล่าวสอน พึงพร่ำสอน

และพึงห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ

บุคคลนั้นเป็นที่รักของพวกสัตบุรุษเท่านั้น

เป็นที่ชังของพวกอสัตบุรุษ ดังนี้.”

 

[๙๗๕] ภิกษุถูกตักเตือนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติชอบใจ

พึงทำลายความเป็นผู้กระด้างในสพรหมจารีทั้งหลาย

พึงเปล่งวาจาอันเป็นกุศล ไม่พึงเปล่งวาจาเกินขอบเขต

ไม่พึงคิดเพื่อธรรม คือการว่ากล่าวซึ่งชน.

 

ว่าด้วยการยินดีในการตักเตือน

 

[๙๗๖] คำว่า ถูกตักเตือน ในคำว่า

ภิกษุถูกตักเตือนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติชอบใจ ความว่า

พระอุปัชฌายะ พระอาจารย์ พระเถระปูนอุปัชฌายะ

พระเถระปูนอาจารย์ มิตรผู้เคยเห็นกัน

ผู้ที่เคยคบกันมา หรือสหาย ตักเตือนว่า

ท่านผู้มีอายุ กรรมนี้ไม่ควรแก่ท่าน กรรมนี้ยังไม่ถึงแก่ท่าน

กรรมนี้ไม่เหมาะแก่ท่าน กรรมนี้ไม่งดงามแก่ท่าน

ภิกษุผู้ถูกตักเตือนนั้น พึงเข้าไปตั้งสติยินดี ชอบใจ

เบิกบานใจ อนุโมทนา อยากได้ ประสงค์

ปรารถนา รักใคร่ ติดใจ ซึ่งความตักเตือนนั้น

เหมือนสตรีหรือบุรุษที่เป็นสาวเป็นหนุ่ม

กำลังเจริญ ชอบแต่งตัว อาบน้ำดำเกล้าแล้ว

ได้พวงมาลัยดอกบัวก็ดี พวงมาลัยดอกมะลิก็ดี

พวงมาลัยดอกลำดวนก็ดี รับด้วยมือทั้งสองแล้ว

เอาวางไว้บนศีรษะ ซึ่งเป็นอวัยวะสูงสุด

พึงยินดี ชอบใจ เบิกบานใจ อนุโมทนา อยากได้

ประสงค์ ปรารถนา รักใคร่ ติดใจ ฉันใด

ภิกษุผู้ถูกตักเตือนนั้น พึงเข้าไปตั้งสติยินดี ชอบใจ

เบิกบานใจ อนุโมทนา อยากได้ ประสงค์ ปรารถนา

รักใคร่ ติดใจ ซึ่งความตักเตือนนั้น ฉันนั้นเหมือนกัน.

 

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

บุคคลพึงเห็นผู้ใด ผู้แสดงโทษ กล่าวข่มขี่ มีปัญญา

ว่าเป็นเหมือนบุคคลผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ให้

พึงคบหาบุคคลเช่นนั้น ผู้เป็นบัณฑิต

เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น มีแต่คุณอันประเสริฐ

ไม่มีโทษลามกเลย

บุคคลพึงกล่าวสอน พึงพร่ำสอน

และพึงห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ

บุคคลนั้นเป็นที่รักของพวกสัตบุรุษเท่านั้น

เป็นที่ชังของพวกอสัตบุรุษ ดังนี้.

 

เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า

ภิกษุถูกตักเตือนด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติชอบใจ.

(สารีปุตตสุตตนิทเทสที่ ๑๖)

มมร. เล่ม 66 หน้า 620-621 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 577-578 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/66-620-11.html

 

--------------------------------------------------------------------------------------

 

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

คนพาล ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ

คนที่ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๑

คนที่ไม่รับรองตามธรรม เมื่อผู้อื่นแสดงโทษ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล”

 

พาลวรรคที่ ๓

สูตรที่ ๑

ว่าด้วยคนพาล ๒ จำพวก

 

[๒๖๗] ๒๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

คนพาล ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ

คนที่ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๑

คนที่ไม่รับรองตามธรรม เมื่อผู้อื่นแสดงโทษ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

บัณฑิต ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ

คนที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๑

คนที่รับรองตามธรรมเมื่อผู้อื่นแสดงโทษ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล.

 

จบสูตรที่ ๑

 

พาลวรรคที่ ๓

อรรถกถาสูตรที่ ๑

 

พาลวรรคที่ ๓ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า  อจฺจยํ อจฺจยโต น ปสฺสติ  ความว่า

ทำผิดแล้ว ไม่เห็นความผิดของตนว่า เราทำผิด

ได้แก่ ไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าทำผิดแล้ว

นำทัณฑกรรมมาขอขมาโทษ.

 

บทว่า  อจฺจยํ เทเสนฺตสฺส  ความว่า

เมื่อเขากล่าวอย่างนี้แล้วนำทัณฑกรรมมาขอขมาโทษ.

 

บทว่า  ยถาธมฺมํ น ปฏิคฺคณฺหาติ  ความว่า

เมื่อเขากล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไม่กระทำอย่างนี้

 

อีก ขอท่านโปรดยกโทษแก่ข้าพเจ้า ดังนี้

ก็ไม่ยอมรับการขอขมานี้ตามธรรม คือตามสมควร

คือไม่กล่าวว่า จำเดิมแต่นี้ ท่านอย่าได้ทำอย่างนี้อีก

เรายกโทษแก่ท่าน ดังนี้.

 

ธรรมฝ่ายขาว

พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.

 

จบอรรถกถาสูตรที่ ๑

(พาลวรรคที่ ๓ สูตรที่ ๑)

มมร. เล่ม 33 หน้า 345-346 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 305-306 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/33-345-1.html

 

--------------------------------------------------------------------------------------

 

“ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า

ความลำบากจักมีแก่เรา

และความขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ

เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนมักโกรธ

มีความผูกโกรธ มีทิฏฐิมั่น สละคืนได้ยาก

แต่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้

ก็เรื่องความลำบากของเรา

และความขัดใจของบุคคลผู้ต้องอาบัติ นี้เป็นเรื่องเล็กน้อย

ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล

ดำรงอยู่ในกุศลได้นั่นแล เป็นเรื่องใหญ่กว่า”

 

๓.  กินติสูตร

พระพุทโธวาทเรื่องสามัคคี

 

[๔๒] ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในป่าชัฏ

สถานที่บวงสรวงพลีกรรม ณ กรุงกุสินารา

 

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

 

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

พวกเธอมีความดำริในเราบ้างหรือว่า

สมณโคดมแสดงธรรมเพราะเหตุจีวร

หรือเพราะเหตุบิณฑบาต

หรือเพราะเหตุเสนาสนะ

หรือเพราะเหตุหวังสุขในภพน้อยภพใหญ่ด้วยอาการนี้.

 

ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พวกข้าพระองค์ไม่มีความดำริ

ในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้เลยว่า

พระสมณโคดมทรงแสดงธรรม

เพราะเหตุจีวรหรือเพราะเหตุบิณฑบาต

หรือเพราะเหตุเสนาสนะ

หรือเพราะเหตุหวังสุขในภพน้อยภพใหญ่ด้วยอาการนี้.

 

[๔๓] พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เป็นอันว่า พวกเธอไม่มีความดำริในเราอย่างนี้เลยว่า

พระสมณโคดมแสดงธรรม

เพราะเหตุจีวร หรือเพราะเหตุบิณฑบาต

หรือเพราะเหตุเสนาสนะ

หรือเพราะเหตุหวังสุขในภพน้อยภพใหญ่ ด้วยอาการนี้

ถ้าเช่นนั้น พวกเธอมีความดำริในเราอย่างไรเล่า.

 

ภิ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พวกข้าพระองค์มีความดำริ

ในพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์

ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูล

ทรงอาศัยความอนุเคราะห์แสดงธรรม.

 

[๔๔] พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เป็นอันว่าพวกเธอมีความดำริในเราอย่างนี้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อนุเคราะห์

แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล

อาศัยความอนุเคราะห์แสดงธรรม

 

เพราะฉะนั้น ธรรมเหล่าใด

อันเราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลายด้วยความรู้ยิ่ง คือ

สติปัฏฐาน ๔

สัมมัปปธาน ๔

อิทธิบาท ๔

อินทรีย์ ๕

พละ ๕

โพชฌงค์ ๗

อริยมรรคมีองค์ ๘

เธอทั้งปวงพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน

ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่ ในธรรมเหล่านั้น

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็เมื่อพวกเธอนั้นพร้อมเพรียงกัน

ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่

จะพึงมีภิกษุผู้กล่าวต่างกันในธรรมอันยิ่ง เป็นสองรูป.

 

[๔๕] ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านทั้งสองนี้  มีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ

พวกเธอสำคัญภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่า

ว่าง่ายกว่ากัน พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น

แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านทั้งสอง มีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ

ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนั้น

แม้โดยอาการที่ต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ

ท่านทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

 

ต่อนั้น พวกเธอสำคัญภิกษุอื่น ๆ

ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า ว่าง่ายกว่ากัน

พึงเข้าไปหารูปนั้น  แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านทั้งสอง มีวาทะต่างกันโดยอรรถและโดยพยัญชนะ

ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น

แม้โดยอาการที่ต่างกัน โดยอรรถและโดยพยัญชนะ

ท่านทั้งสองอย่าถึงต้องวิวาทกันเลย ด้วยประการนี้

 

พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด

โดยเป็นข้อผิดไว้ ครั้นจำได้แล้ว

ข้อใดเป็นธรรมเป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น.

 

[๔๖] ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านทั้งสองนี้แล มีวาทะต่างกันแต่โดยอรรถ

ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ

พวกเธอสำคัญภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่า

ว่าง่ายกว่ากัน พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น

แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านทั้งสอง มีวาทะต่างกันโดยอรรถ

ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ

ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น

แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดยพยัญชนะ

ท่านทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

 

ต่อนั้น พวกเธอสำคัญภิกษุอื่น ๆ

ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า ว่าง่ายกว่า

พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านทั้งสอง มีวาทะต่างกัน แต่โดยอรรถ

ย่อมลงกันได้โดยพยัญชนะ

ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น

แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดยพยัญชนะ

ท่านทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

 

ด้วยประการนี้

พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด โดยเป็นข้อผิด

และจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือถูกโดยเป็นข้อถูกไว้

ครั้นจำได้แล้ว ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น.

 

[๔๗] ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านทั้งสองนี้แล มีวาทะลงกันได้โดยอรรถ

ยังต่างกันแต่โดยพยัญชนะ

พวกเธอสำคัญภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่า ว่าง่ายกว่ากัน

พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้นแล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านทั้งสอง มีวาทะลงกันได้โดยอรรถ

ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ

ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น

แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดยอรรถ

ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ

ก็เรื่องพยัญชนะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย

ท่านทั้งสองอย่าถึงต้องวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย

 

ต่อนั้น พวกเธอสำคัญภิกษุอื่น ๆ

ที่เป็นฝ่ายเดียวกันรูปใดว่า ว่าง่ายกว่า

พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านทั้งสอง มีวาทะลงกันได้โดยอรรถ

ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ

ขอท่านโปรดทราบความต่างกันนี้นั้น

แม้โดยอาการที่ลงกันได้โดยอรรถ

ต่างกันแต่โดยพยัญชนะ

ก็เรื่องพยัญชนะนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย

ท่านทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันในเรื่องเล็กน้อยเลย

 

ด้วยประการนี้

พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือถูกโดยเป็นข้อถูก

และจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือผิด โดยเป็นข้อผิดไว้

ครั้นจำได้แล้ว

ข้อใดเป็นธรรมเป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น.

 

[๔๘] ถ้าพวกเธอมีความเห็นในภิกษุสองรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านทั้งสองนี้แล มีวาทะสมกันลงกัน

ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ

พวกเธอสำคัญภิกษุรูปใดในสองรูปนั้นว่า ว่าง่ายกว่ากัน

พึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านทั้งสอง มีวาทะสมกันลงกัน

ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ

ขอท่านโปรดทราบคำที่ต่างกันนี้นั้น

แม้โดยอาการที่สมกันลงกันได้ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ

ท่านผู้มีอายุทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

ต่อนั้นพวกเธอสำคัญภิกษุอื่น ๆ

ที่เป็นฝ่ายเดียวกัน รูปใดว่า ว่าง่ายกว่า

พึงเข้าไปหารูปนั้นแล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านทั้งสอง มีวาทะสมกันลงกัน

ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ

ขอท่านโปรดทราบคำที่ต่างกันนี้นั้น

แม้โดยอาการที่สมกันลงกันได้

ทั้งโดยอรรถและโดยพยัญชนะ

ท่านทั้งสอง อย่าถึงต้องวิวาทกันเลย

 

ด้วยประการนี้

พวกเธอต้องจำข้อที่ภิกษุทั้งสองนั้นถือถูก

โดยเป็นข้อถูกไว้ ครั้นจำได้แล้ว

ข้อใดเป็นธรรม เป็นวินัย พึงกล่าวข้อนั้น.

 

[๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็เมื่อพวกเธอนั้นพร้อมเพรียงกัน

ยินดีต่อกันไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่

ภิกษุรูปหนึ่งพึงมีอาบัติ มีวีติกกมโทษ

พวกเธออย่าเพ่อโจทภิกษุรูปนั้นด้วยข้อโจท

พึงสอบสวนบุคคลก่อนว่า

ด้วยอาการนี้ความไม่ลำบากจักมีแก่เรา

และความไม่ขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ

เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนไม่มักโกรธ

ไม่ผูกโกรธ ไม่มีทิฏฐิมั่น ยอมสละคืนได้ง่าย

และเราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด.

 

อนึ่ง ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า

ความลำบากจักมีแก่เรา

และความขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ

เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติ เป็นคนมักโกรธ

มีความผูกโกรธ มีทิฏฐิมั่น แต่ยอมสละคืนได้ง่าย

และเราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้

ก็เรื่องความลำบากของเรา

และความขัดใจของบุคคลผู้ต้องอาบัตินี้ เป็นเรื่องเล็กน้อย

ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล

ดำรงอยู่ในกุศลนั่นแล เป็นเรื่องใหญ่กว่า

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด.

 

อนึ่ง ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า

ความลำบากจักมีแก่เรา

และความไม่ขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ

เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนไม่มักโกรธ

ไม่ผูกโกรธ แต่มีทิฏฐิมั่น ยอมสละคืนได้ง่าย

และเราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้

ก็เรื่องความลำบากของเรา เป็นเรื่องเล็กน้อย

ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล

ดำรงอยู่ในกุศลได้นั่นแล เป็นเรื่องใหญ่กว่า

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด.

 

ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า

ความลำบากจักมีแก่เรา

และความขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ

เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนมักโกรธ

มีความผูกโกรธ มีทิฏฐิมั่น สละคืนได้ยาก

แต่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้

ก็เรื่องความลำบากของเรา

และความขัดใจของบุคคลผู้ต้องอาบัติ นี้เป็นเรื่องเล็กน้อย

ส่วนเรื่องที่เราอาจจะให้เขาออกจากอกุศล

ดำรงอยู่ในกุศลได้นั่นแล เป็นเรื่องใหญ่กว่า

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ ก็ควรพูด.

 

แต่ถ้าพวกเธอมีความเห็นอย่างนี้ว่า

ความลำบากจักมีแก่เรา

และความขัดใจจักมีแก่บุคคลผู้ต้องอาบัติ

เพราะบุคคลผู้ต้องอาบัติเป็นคนมักโกรธ

มีความผูกโกรธ มีทิฏฐิมั่น สละคืนได้ยาก

ทั้งเราก็ไม่อาจจะให้เขาออกจากอกุศล ดำรงอยู่ในกุศลได้

พวกเธอก็ต้องไม่ละเลยอุเบกขาในบุคคลเช่นนี้.

 

[๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็พวกเธอนั้นที่พร้อมเพรียงกัน

ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่

พึงเกิดการพูดยุแหย่ ตีเสมอกันด้วยทิฏฐิ

ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้น

บรรดาภิกษุที่เป็นฝ่ายเดียวกันในที่นั้น

หมายสำคัญเฉพาะรูปใดว่าเป็นผู้ว่าง่าย

เธอพึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านผู้มีอายุ เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน

ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่

เกิดการพูดยุแหย่กัน ตีเสมอกัน ด้วยทิฏฐิ

ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น

พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงทรงติเตียนได้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เมื่อภิกษุจะชี้แจงโดยชอบ พึงชี้แจงอย่างนี้ว่า

 

ท่านผู้มีอายุ

เรี่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน

ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่

เกิดการยุแหย่ ตีเสมอกันด้วยทิฏฐิ

ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น

พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงทรงติเตียนได้

ก็ภิกษุอื่น ๆ จะพึงถามเธอว่า

 

ท่านผู้มีอายุ

ภิกษุไม่ละธรรมนี้แล้ว

จะพึงทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ

 

ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ

พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุ

ภิกษุไม่ละธรรมนี้แล้ว

จะพึงทำนิพพานให้แจ้งไม่ได้

 

ต่อนั้น พวกเธอสำคัญในเหล่าภิกษุอื่น ๆ

ที่เป็นฝ่ายเดียวกันเฉพาะรูปใดว่า เป็นผู้ว่าง่าย

พึงเข้าไปหารูปนั้น แล้วกล่าวแก่เธออย่างนี้ว่า

 

ท่านผู้มีอายุ

เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน

ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่

เกิดการพูดยุแหย่กัน ตีเสมอกัน ด้วยทิฏฐิ

ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น

พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงทรงติเตียนได้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเมื่อจะชี้แจงโดยชอบ พึงชี้แจงอย่างนี้ว่า

 

ท่านผู้มีอายุ เรื่องที่พวกเราพร้อมเพรียงกัน

ยินดีต่อกัน ไม่วิวาทกัน ศึกษาอยู่

เกิดการพูดยุแหย่ ตีเสมอกันด้วยทิฏฐิ

ผูกใจเจ็บกัน ไม่เชื่อถือกัน ไม่ยินดีต่อกันขึ้นนั้น

พระสมณะเมื่อทรงทราบจะพึงติเตียนได้

ก็ภิกษุอื่น ๆ จะพึงถามเธอว่า

 

ท่านผู้มีอายุ ภิกษุไม่ละธรรมนี้

แล้ว จะพึงทำนิพพานให้แจ้งได้หรือ

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบพึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุ ภิกษุไม่ละธรรมนี้แล้ว

จะพึงทำนิพพานให้แจ้งไม่ได้.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอื่น ๆ พึงถามเธออย่างนี้ว่า

ท่านให้ภิกษุเหล่านี้ของพวกเรา ออกจากอกุศล

ดำรงอยู่ในกุศลแล้วหรือ

ภิกษุเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุ ในเรื่องนี้

ข้าพเจ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้ว

ได้กล่าวแก่ภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุเหล่านั้นฟังธรรมแล้ว

ออกจากอกุศล และดำรงอยู่ในกุศลได้แล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อพยากรณ์อย่างนี้แล

ชื่อว่าไม่ยกตน ไม่ข่มคนอื่น

พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรมด้วย

ทั้งวาทะของศิษย์อะไร ๆ อันชอบด้วยเหตุ

ย่อมไม่ประสบข้อน่าตำหนิด้วย.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว

ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล.

 

จบ  กินติสูตรที่  ๓

(กินติสูตร)

มมร. เล่ม 22 หน้า 65-71 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 62-68 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/22-65-1.html

 

-------------------------------------------------------------------------------------

 

“ก็การที่บุคคลเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริง

แล้วสารภาพตามเป็นจริง รับสังวรต่อไป

นี้เป็นวัฒนธรรมในวินัยของพระอริยะแล.”

 

...

(๑๓๙) เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว

พระเจ้าอชาตศัตรูเวเทหิบุตร เจ้าแผ่นดินมคธ

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ภาษิตของพระองค์ไพเราะจับใจยิ่งนัก

เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด

บอกทางแก่คนหลงทาง

หรือส่องประทีปในที่มืด  ด้วยคิดว่า

ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย

ฉันนั้นเหมือนกัน

 

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า

โปรดทรงจำข้าพระองค์

ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

โทษได้ครอบงำ

ข้าพระองค์ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด

ข้าพระองค์ได้ปลงพระชนมชีพพระบิดา

ผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม

เพราะปรารถนาความเป็นใหญ่

 

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า

โปรดทรงรับทราบความผิดของข้าพระองค์

โดยเป็นความผิดจริง เพื่อสำรวมต่อไป

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสตอบว่า จริง มหาบพิตร

ความผิดได้ครอบงำมหาบพิตรซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด

มหาบพิตร ได้ปลงพระชนมชีพพระบิดา

ผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม

เพราะปรารถนาความเป็นใหญ่

แต่เพราะมหาบพิตรทรงเห็นความผิด

โดยเป็นความผิดจริงแล้ว

ทรงสารภาพตามเป็นจริง ฉะนั้น

ตถาคตขอรับทราบความผิดของมหาบพิตร

 

ก็การที่บุคคลเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริง

แล้วสารภาพตามเป็นจริง รับสังวรต่อไป

นี้เป็นวัฒนธรรมในวินัยของพระอริยะแล.

(สามัญญผลสูตร)

มมร. เล่ม 11 หน้า 335-336 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 287-288 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/11-335-9.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------

 

พระที่ต้องอาบัติปาราชิก

หรือต้องอาบัติเป็นประจำทั้งที่รู้อยู่แล้วไม่แก้ไข

สึกแล้วยังมีทางรอด

 

“พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูกองไฟใหญ่โน้น

แล้วทรงแสดงอัคคิขันโธปมสูตร.

 

ก็เมื่อตรัสไวยากรณ์นี้อยู่

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปรากเลือด.

ภิกษุประมาณ ๖๐ ลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์.

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปมีจิตไม่ยึดมั่น

ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย.

 

ก็เพราะได้ฟังไวยากรณ์นั้น

นามกายของภิกษุประมาณ ๖๐ รูปก็กลัดกลุ้ม

เมื่อนามกายกลัดกลุ้ม กรัชกายก็รุ่มร้อน

เมื่อกรัชกายรุ่มร้อน โลหิตอุ่นที่คั่งก็พุ่งออกจากปาก.

ภิกษุ (อีก) ประมาณ ๖๐ รูป

คิดว่าการประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิต

ในพระพุทธศาสนา ทำได้ยากหนอ

แล้วพากันลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป

ส่งญาณมุ่งตรงต่อเทศนาของพระศาสดา

ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.

บรรดาภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุเหล่าใด รากเลือด ภิกษุเหล่านั้นต้องอาบัติปาราชิก

ภิกษุเหล่าใดสึกเป็นคฤหัสถ์

ภิกษุเหล่านั้นพากันย่ำยีสิกขาบทเล็กน้อย.

ภิกษุเหล่าใดบรรลุพระอรหัต

ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล.

พระธรรมเทศนาของพระศาสดา

เกิดมีผลแม้แก่ภิกษุ ๓ จำพวก ดังกล่าวนี้.

 

ถามว่า พระธรรมเทศนาเกิดมีผลแก่ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัต

ยกไว้ก่อน อย่างไรจึงเกิดผลแก่ภิกษุนอกนี้. ?

ก็ว่า ก็ภิกษุแม้เหล่านั้น

ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้

เป็นผู้ประมาท ไม่พึงอาจละฐานะได้

แต่นั้นบาปของภิกษุเหล่านั้น กำเริบขึ้น

จะพึงทำเธอให้จมลงในอบายถ่ายเดียว

แต่ฟังเทศนากัณฑ์นี้แล้ว เกิดความสังเวช ละฐานะ.

ตั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณร บำเพ็ญศีล ๑๐

ประกอบขวนขวายในโยนิโสมนสิการ

บางพวกเป็นพระโสดาบัน

บางพวกเป็นพระสกทาคามี

บางพวกเป็นอนาคามี

บางพวกบังเกิดในเทวโลก.

พระธรรมเทศนาได้มีผล

แม้แก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก ด้วยอาการอย่างนี้.

 

ฝ่ายภิกษุนอกนี้

ถ้าไม่พึงได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้

เมื่อกาลล่วงไป ๆ

ก็จะพึงต้องอาบัติสังฆาฑิเสสบ้าง ปาราชิกบ้าง

ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว คิดว่า

พระพุทธศาสนา ช่างขัดเกลาจริงหนอ

พวกเราไม่สามารถจะบำเพ็ญข้อปฏิบัตินี้ตลอดชีวิตได้

จำเราจักลาสิกขา บำเพ็ญอุบาสกธรรม

จักพ้นจากทุกข์ได้

ดังนี้แล้ว จึงพากันสึกไปเป็นคฤหัสถ์.

ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในสรณะ ๓

รักษาศีล ๕ บำเพ็ญอุบาสกธรรม

บางพวกเป็นพระโสดาบัน

บางพวกเป็นสกทาคามี

บางพวกเป็นอนาคามี

บางพวกบังเกิดในเทวโลกแล.

พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุเหล่านั้น

ด้วยอาการอย่างนี้.”

 

อรรถกถาสูตรที่ ๓

 

สูตรที่ ๓ กล่าวไว้แล้วในเหตุเกิดเรื่อง.

กล่าวไว้ในเหตุเกิดเรื่องไหน ?

ในเหตุเกิดเรื่อง อัคคิขันโธปมสูตร.

 

ได้ยินว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า

อาศัยประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี.

จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ทรงอาศัยอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง

ก็มิได้ทรงละกิจ ๕ อย่างเลย

 

ชื่อว่า พุทธกิจ ๕ อย่าง คือ

ปุเรภัตตกิจ ๑

ปัจฉาภัตตกิจ ๑

ปุริมยามกิจ ๑

มัชฌิมยามกิจ ๑

ปัจฉิมยามกิจ ๑

 

ในพุทธกิจ ๕ นั้น

ปุเรภัตตกิจ กิจก่อนเสวยอาหารมีดังต่อไปนี้

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จลุกขึ้นแต่เช้า

ทรงการทำปริกรรมพระสรีระ มีล้างพระพักตร์เป็นต้น

เพื่ออนุเคราะห์อุปัฏฐาก

และเพื่อความผาสุกแห่งพระสรีระ

ทรงยับยั้งอยู่เหนืออาสนะอันสงัด จนถึงเวลาภิกขาจาร

พอได้เวลาภิกขาจาร ก็ทรงนุ่งอันตรวาสก

ทรงคาดประคดเอว ห่มจีวร ถือบาตร

บางครั้งก็พระองค์เดียว บางครั้งก็แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์

เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม.

บางคราวเสด็จเข้าไปตามปกติ

บางคราวเสด็จไปด้วยปาฏิหาริย์เป็นอันมาก.

คือเมื่อพระโลกนาถเสด็จเที่ยวบิณฑบาต

ลมอ่อน ๆ ก็พัดไปข้างหน้าเป่าแผ่นดินให้สะอาด

เมฆหลั่งเมล็ดฝนดับฝุ่นละอองบนหนทาง

กางกั้นเป็นเพดานอยู่เบื้องบน.

ลมอีกพวกหนึ่งก็นำดอกไม้เข้าไปโปรยลงบนหนทาง

ภูมิประเทศที่ดอนก็ยุบลง.

ภูมิประเทศที่ลุ่มก็หนุนตัวขึ้น

เวลาที่ทรงย่างพระบาท ภูมิภาคย่อมมีพื้นราบเรียบ

หรือดอกปทุมมีสัมผัสอันอ่อนละมุน คอยรับพระบาท.

เมื่อพอทรงวางพระบาทเบื้องขวา ไว้ในภายในเสาเขื่อน.

ฉัพพัณณรังสี พระรัศมีมีพรรณ ๒ ประการ

เปล่งออกจากพระสรีระพวยพุ่งไปรอบด้าน

กระทำปราสาทและเรือนยอดเป็นต้น

ให้เป็นดุจสีเหลืองเหมือนทองคำ

และให้เป็นดุจแวดวงด้วยผ้าอันวิจิตร.

 

สัตว์ทั้งหลายมีช้างม้าและนกเป็นต้น

ที่อยู่ในที่ของตน ๆ ก็เปล่งเสียงไพเราะ.

ดนตรีมีกองและบัณเฑาะว์ เป็นต้น

กับเครื่องอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่ในกายของพวกมนุษย์

ก็เหมือนกัน คือ เปล่งเสียงไพเราะ

ด้วยสัญญาณนั้น พวกมนุษย์ย่อมรู้ว่าวันนี้

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตในที่นี้.

มนุษย์เหล่านั้นนุ่งห่มเรียบร้อย

ถือเครื่องสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น

ออกจากเรือนดำเนินไปตามท้องถนน

บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยของหอม

และดอกไม้เป็นต้นโดยเคารพถวายบังคมแล้ว ทูลขอว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ขอพระองค์โปรดประทานภิกษุแก่พวกข้าพระองค์ ๑๐ รูป

แก่พวกข้าพระองค์ ๒๐ รูป แก่พวกข้าพระองค์ ๑๐๐ รูป

แล้วรับบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ปูอาสนะน้อมถวายบิณฑบาตโดยเคารพ.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว

ทรงตรวจดูสันดานของมนุษย์เหล่านั้นแล้วทรงแสดงธรรม.

บางพวกจะตั้งอยู่ในสรณคมน์

บางพวกจะตั้งอยู่ในศีล ๕

บางพวกจะตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สกทาคามิผล

และอนาคามิผลอย่างใดอย่างหนึ่ง

บางพวกจะบวชแล้ว ดำรงอยู่ในพระอรหัตอันเป็นผลเลิศ

ด้วยประการใด ก็ทรงอนุเคราะห์มหาชนด้วยประการนั้น

เสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จกลับไปพระวิหาร.

เสด็จไปที่พระวิหารนั้นแล้วประทับนั่ง บนบวรพุทธอาสน์

ที่เขาตกแต่งไว้ ณ ศาลากลมประกอบด้วยของหอม.

 

ในเวลาเสร็จภัตตกิจของภิกษุทั้งหลาย

อุปัฏฐากก็จะกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงทราบ.

ต่อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงจะเสด็จเข้าพระคันธกุฏี

ปุเรภัตตกิจ กิจก่อนเสวยอาหารมีเท่านี้ก่อน.

 

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงทำกิจก่อนเสวยอาหารอย่างนี้แล้ว

ก็ประทับนั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฏี ทรงล้างพระบาท

ทรงโอวาทภิกษุสงฆ์ว่า

ภิกษุทั้งหลาย

พวกเธอจงยังกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าหาได้ยาก

กาลได้อัตภาพเป็นมนุษย์หาได้ยาก

การถึงพร้อมด้วยศรัทธาหาได้ยาก

การบรรพชาหาได้ยาก

การฟังธรรมหาได้ยากในโลก

 

บรรดาภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุบางรูปทูลถามกรรมฐาน กะพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระองค์ก็ประทานกรรมฐาน

อันเหมาะแก่ความประพฤติของภิกษุเหล่านั้น

แต่นั้นภิกษุแม้ทั้งหมดถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้วไปยังที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตน ๆ.

บางพวกไปป่า บางพวกอยู่โคนไม้

บางพวกไปภูเขาเป็นต้น แห่งใดแห่งหนึ่ง

บางพวกไปภพของท้าวจาตุมหาราช

บางพวกไปภพของท้าววสวัตตี.

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฏี

ถ้าทรงจำนงก็ทรงมีสติ สัมปชัญญะ บรรทมตะแคงขวาครู่หนึ่ง

ครั้นมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่า

เสด็จลุกขึ้นตรวจดูสัตว์โลก ในภาคที่ ๒.

ในภาคที่ ๓ มหาชนในคามหรือนิคม

ที่พระองค์เสด็จเข้าไปอาศัยประทับอยู่ ถวายทานก่อนอาหาร

ครั้นเวลาหลังอาหาร นุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว

ถือเอาสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น

ประชุมกันในพระวิหาร.

 

ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า

เสด็จไปโดยปาฏิหาริย์อันเหมาะสมแก่บริษัทที่ประชุมกัน

ประทับนั่งแสดงธรรม บนบวรพุทธอาสน์

ที่ตกแต่งไว้ในโรงธรรม ให้เหมาะแก่กาล เหมาะแก่สมัย.

ครั้นถึงเวลาอันควรแล้ว จึงส่งบริษัทกลับไป.

 

พวกมนุษย์ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็หลีกไป.

 

ปัจฉาภัตตกิจ กิจภายหลังอาหาร มีดังกล่าวนี้.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ทรงทำปัจฉาภัตตกิจให้เสร็จอย่างนั้นแล้ว

ถ้าทรงประสงค์จะทรงสนานพระกาย

ก็เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์

เสด็จเข้าสู่ซุ้มสำหรับสรงสนาน

ทรงรดพระกายด้วยน้ำอันอุปัฏฐากจัดถวาย.

 

แม้พระอุปัฏฐากก็นำเอาพุทธอาสน์

มาลาดถวายในบริเวณพระคันธกุฏี

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงนุ่งอันตรวาสก ๒ ชั้น ที่ย้อมดีแล้ว

ทรงคาดประคดเอว ทรงครองอุตตราสงฆ์

แล้วเสด็จมาประทับ ณ พุทธอาสน์นั้น

ทรงเร้นอยู่ครู่หนึ่งลำพังพระองค์

 

ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายมาจากที่นั้น

ไปยังที่เฝ้าพระศาสดา

บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกถามปัญหา

บางพวกขอกรรมฐาน บางพวกขอฟังธรรม.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจัดให้สมประสงค์ของภิกษุเหล่านั้น

ทรงยับยั้ง แม้ตลอดยามต้น.

ปุริมยามกิจ กิจในยามต้น มีดังกล่าวนี้.

 

เวลาเสร็จกิจในยามต้น

เมื่อภิกษุทั้งหลายถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป

เทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ เมื่อได้โอกาส

จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถามปัญหา

ชั้นที่สุดแม้อักษร ๔ ตัวตามที่แต่งมา

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงวิสัชนาปัญหาแก่เทวดาเหล่านั้น

ทรงยับยั้งอยู่ตลอดมัชฌิมยาม

มัชฌิมยามกิจ กิจในมัชฌิมยาม มีดังกล่าวนี้.

 

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแบ่งปัจฉิมยามเป็น ๓ ส่วน

แล้วทรงยับยั้งส่วนหนึ่งด้วยการเดินจงกรม

เพื่อทรงปลดเปลื้องความเมื่อยพระวรกายที่ประทับนั่งมาก

ตั้งแต่เวลาก่อนเสวยอาหาร ในส่วนที่ ๒

เสด็จเข้าไปพระคันธกุฏี ทรงมีพระสติและสัมปชัญญะ

บรรทมตะแคงข้างขวา ในส่วนที่ ๓

เสด็จลุกขึ้นประทับนั่ง ตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ

เพื่อทอดพระเนตรบุคคลผู้ได้กระทำบุญญาธิการ

ไว้ด้วยทาน และศีลเป็นต้น

ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน

ปัจฉิมยามกิจ กิจในปัจฉิมยาม มีดังกล่าวนี้.

 

วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำรงอยู่ในกิจนี้นี่แหละ

ทรงตรวจดูสัตว์โลก ก็ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า

เมื่อเราจาริกไปในมหาโกสลรัฐ

แสดงสูตรหนึ่งเปรียบเทียบด้วยกองเพลิง

ภิกษุ ๖๐ รูปจักบรรลุพระอรหัต

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปจักรากเลือด

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปจักสึกเป็นคฤหัสถ์.

บรรดาภิกษุเหล่านั้น

พวกภิกษุผู้จักบรรลุพระอรหัต

ได้ฟังพระธรรมเทศนาอย่างใดอย่างหนึ่ง

จักบรรลุได้ทีเดียว.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า

มีพระประสงค์จะเสด็จจาริกไปเพื่อสงเคราะห์ภิกษุนอกจากนี้

จึงตรัสว่า อานนท์ เธอจงบอกแก่ภิกษุทั้งหลาย.

 

พระเถระไปตามบริเวณแล้วกล่าวว่า

ผู้มีอายุ พระศาสดา

มีพระประสงค์จะเสด็จจาริก เพื่ออนุเคราะห์มหาชน

ผู้ประสงค์จะไปตามเสด็จ ก็จงพากันมาเถิด.

 

ภิกษุทั้งหลาย มีใจยินดีเหมือนได้ลาภใหญ่ คิดว่า

เราจักได้ชมพระสรีระมีวรรณะเพียงดังทองคำ

ได้ฟังธรรมกถาอันไพเราะ

ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสดงธรรมแก่มหาชน

ผู้ที่มีผมขึ้นยาวก็ปลงผม มีบาตรถูกสนิมจับก็ระบมบาตร

มีจีวรหมอง ก็ซักจีวร ต่างเตรียมจะตามเสด็จ.

 

พระศาสดาแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ที่กำหนดจำนวนไม่ได้

ออกจาริกไปยังโกศลรัฐ วันหนึ่ง ๆ เสด็จจาริกไป ๑ คาวุต ๒ คาวุต ๓ คาวุต

และโยชน์หนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ตามลำดับแห่งคามและนิคม

ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้มีโพรงต้นใหญ่แห่งหนึ่ง

ถูกไฟไหม้ลุกโพลง ทรงดำริว่า

เราจะทำต้นไม้นี้แล ให้เป็นวัตถุเหตุตั้งเรื่อง

แสดงธรรมกถาประกอบด้วยองค์ ๗ จึงงดการเสด็จ

เสด็จเข้าไปยังโคนไม้ต้นหนึ่ง

ทรงแสดงอาการจะประทับนั่ง.

 

พระอานนทเถระทราบพระประสงค์ของพระศาสดา คิดว่า

ชะรอยว่าจักมีเหตุแน่นอน

พระตถาคตไม่เสด็จต่อไป

แล้วจะหยุดประทับนั่งเสียโดยเหตุอันไม่สมควรหามิได้

จึงปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น.

 

พระศาสดา ประทับนั่งแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูกองไฟใหญ่โน้น

แล้วทรงแสดงอัคคิขันโธปมสูตร.

 

ก็เมื่อตรัสไวยากรณ์นี้อยู่

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปรากเลือด.

ภิกษุประมาณ ๖๐ ลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์.

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปมีจิตไม่ยึดมั่น

ก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย.

 

ก็เพราะได้ฟังไวยากรณ์นั้น

นามกายของภิกษุประมาณ ๖๐ รูปก็กลัดกลุ้ม

เมื่อนามกายกลัดกลุ้ม กรัชกายก็รุ่มร้อน

เมื่อกรัชกายรุ่มร้อน โลหิตอุ่นที่คั่งก็พุ่งออกจากปาก.

ภิกษุ (อีก) ประมาณ ๖๐ รูป

คิดว่าการประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิต

ในพระพุทธศาสนา ทำได้ยากหนอ

แล้วพากันลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์

ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป

ส่งญาณมุ่งตรงต่อเทศนาของพระศาสดา

ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา.

บรรดาภิกษุเหล่านั้น

ภิกษุเหล่าใด รากเลือด ภิกษุเหล่านั้นต้องอาบัติปาราชิก

ภิกษุเหล่าใดสึกเป็นคฤหัสถ์

ภิกษุเหล่านั้นพากันย่ำยีสิกขาบทเล็กน้อย.

ภิกษุเหล่าใดบรรลุพระอรหัต

ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล.

พระธรรมเทศนาของพระศาสดา

เกิดมีผลแม้แก่ภิกษุ ๓ จำพวก ดังกล่าวนี้.

 

ถามว่า

พระธรรมเทศนาเกิดมีผลแก่ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัต

ยกไว้ก่อน อย่างไรจึงเกิดผลแก่ภิกษุนอกนี้. ?

ก็ว่า ก็ภิกษุแม้เหล่านั้น

ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้

เป็นผู้ประมาท ไม่พึงอาจละฐานะได้

แต่นั้นบาปของภิกษุเหล่านั้น กำเริบขึ้น

จะพึงทำเธอให้จมลงในอบายถ่ายเดียว

แต่ฟังเทศนากัณฑ์นี้แล้ว เกิดความสังเวช ละฐานะ.

ตั้งอยู่ในภูมิแห่งสามเณร บำเพ็ญศีล ๑๐

ประกอบขวนขวายในโยนิโสมนสิการ

บางพวกเป็นพระโสดาบัน

บางพวกเป็นพระสกทาคามี

บางพวกเป็นอนาคามี

บางพวกบังเกิดในเทวโลก.

พระธรรมเทศนาได้มีผล

แม้แก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิก ด้วยอาการอย่างนี้.

 

ฝ่ายภิกษุนอกนี้

ถ้าไม่พึงได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ไซร้

เมื่อกาลล่วงไป ๆ

ก็จะพึงต้องอาบัติสังฆาฑิเสสบ้าง ปาราชิกบ้าง

ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว คิดว่า

พระพุทธศาสนา ช่างขัดเกลาจริงหนอ

พวกเราไม่สามารถจะบำเพ็ญข้อปฏิบัตินี้ตลอดชีวิตได้

จำเราจักลาสิกขา บำเพ็ญอุบาสกธรรม

จักพ้นจากทุกข์ได้

ดังนี้แล้ว จึงพากันสึกไปเป็นคฤหัสถ์.

ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในสรณะ ๓

รักษาศีล ๕ บำเพ็ญอุบาสกธรรม

บางพวกเป็นพระโสดาบัน

บางพวกเป็นสกทาคามี

บางพวกเป็นอนาคามี

บางพวกบังเกิดในเทวโลกแล.

พระธรรมเทศนาได้มีผลแม้แก่ภิกษุ

เหล่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้.

อนึ่งหมู่เทพได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้แล้ว

ได้เที่ยวไปบอกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ได้ฟังทุกรูปทีเดียว.

ภิกษุทั้งหลายฟังแล้วคิดว่า

ท่านผู้เจริญ การประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์

บริบูรณ์ตลอดชีวิต ในพระพุทธศาสนาทำได้ยาก.

ภิกษุ ๑๐ รูปบ้าง ๒๐ รูปบ้าง ๖๐ รูปบ้าง ๑๐๐ รูปบ้าง

บอกลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์ไปทันที.

 

พระศาสดา เสด็จจาริกไปตามพอพระหฤทัย

ไม่เสด็จกลับไปพระเชตวันอีก จึงทรงเรียกภิกษุมาตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเมื่อเที่ยวจาริกไปอยู่คลุกคลีมานาน

ภิกษุทั้งหลายเราปรารถนาจะเร้นอยู่สักกึ่งเดือน

ใคร ๆ ไม่ต้องเข้าไปหาเรา

เว้นแต่ภิกษุผู้นำบิณฑบาตรูปเดียวดังนี้

ทรงยับยั้งลำพังพระองค์เดียวกึ่งเดือน

เสด็จออกจากที่เร้น พร้อมด้วยพระอานนทเถระ

เสด็จจาริกกลับไปพระวิหาร ทรงเห็นภิกษุเบาบาง

ในที่ ๆ ทรงตรวจดูแล้วตรวจดูอีก

ถึงทรงทราบอยู่ ก็ตรัสถามพระอานนท์เถระว่า

อานนท์ ในเวลาอื่น ๆ

เมื่อตถาคตเที่ยวจาริกกลับมายังเชตวัน

ทั่ววิหารรุ่งเรืองไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์

คลาคล่ำไปด้วยผู้แสวงคุณ

แต่มาบัดนี้ ปรากฏว่าภิกษุสงฆ์เบาบางลง

และโดยมากภิกษุเกิดโรคผอมเหลืองขึ้น

นี่เหตุอะไรกันหนอ.

 

พระเถระกราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ภิกษุทั้งหลายเกิดความวังเวช

จำเดิมแต่เวลาที่พระองค์แสดงพระธรรมเทศนา

อัคคิขันโธปมสูตร

คิดว่า พวกเรา ไม่สามารถจะปรนนิบัติธรรมนั้น

โดยอาการทั้งปวงได้

และการที่ภิกษุผู้ประพฤติไม่ชอบ

บริโภคไทยธรรม ที่เขาให้ด้วยศรัทธาของชน ไม่ควรเลย

จึงครุ่นคิดจะสึกเป็นคฤหัสถ์.

 

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกิดธรรมสังเวช.

ลำดับนั้น จึงตรัสกะพระเถระว่า

เมื่อเรายับยั้งอยู่ในที่หลีกเร้น

ใคร ๆ ไม่บอกฐานะอันเป็นที่เบาใจอย่างหนึ่ง

แก่เหล่าบุตรของเราเลย

เหตุอันเป็นที่เบาใจในศาสนานี้มีมาก

เหมือนท่าเป็นที่ลงสู่สาครทะเลฉะนั้น

ไปเถิด อานนท์ จงจัดพุทธอาสน์ ในบริเวณคันธกุฏี

จงให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน.

 

พระเถระได้กระทำอย่างนั้น.

 

พระศาสดา เสด็จสู่บวรพุทธอาสน์

ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย นั่นเป็นส่วนเบื้องต้นทั้งหมดแห่งเมตตา

ไม่ใช่อัปปนา ไม่ใช่อุเบกขา

เป็นเพียงแผ่ประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลายเท่านั้น.

จึงทรงแสดงอัจฉราสังฆาตสูตรนี้

เพื่อเป็นอัตถุปปัตติเหตุนี้.

 

บรรดาบทเหล่านั้น

บทว่า  อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตํ  ความว่า เพียงการดีดนิ้วมือ.

อธิบายว่า เพียงเอา ๒ นิ้วดีดให้มีเสียง.

 

บทว่า  เมตฺตจิตฺตํ  ได้แก่

จิตที่คิดแผ่ประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์.

 

บทว่า  อาเสวติ  ถามว่า ย่อมเสพอย่างไร ?

แก้ว่า นึกถึงอยู่เสพ เห็นอยู่เสพ พิจารณาอยู่เสพ

ประคองความเพียรอยู่เสพ น้อมใจเชื่อเสพ

เข้าไปตั้งสติเสพ ตั้งจิตเสพ รู้ชัดด้วยปัญญาเสพ

รู้ยิ่งสิ่งที่ควรรู้ยิ่งเสพ กำหนดรู้สิ่งที่ควรกำหนดรู้เสพ

ละสิ่งที่ควรละเสพ เจริญสิ่งที่ควรเจริญเสพ

กระทำให้แจ้งสิ่งที่ควรทำให้แจ้งเสพ.

แต่ในที่นี้พึงทราบว่า

เสพด้วยเหตุสักว่าเป็นไปโดยการแผ่ประโยชน์เกื้อกูล

ในส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา.

 

บทว่า  อริตฺตชฺฌาโน  ได้แก่

ผู้มีฌานไม่ว่าง หรือไม่ละทิ้งฌาน.

 

บทว่า  วิหรติ  ความว่า

ผลัดเปลี่ยนเป็นไปรักษาเป็นไปเอง

ให้เป็นไป เที่ยวไป อยู่

ด้วยเหตุนั้นท่านจึงเรียกว่า  วิหรติ  ด้วยบทนี้

ท่านจึงกล่าวการอยู่ด้วยอิริยาบถ

ของภิกษุผู้เสพเมตตา.

 

บทว่า  สตฺถุ สาสนกโร  ได้แก่

ผู้กระทำตามอนุสาสนี ของพระศาสดา

 

บทว่า  โอวาทปฏิกโร  ได้แก่ ผู้กระทำตามโอวาท.

ก็ในเรื่องนี้ การกล่าวคราวเดียว ชื่อว่า โอวาท

การกล่าวบ่อย ๆ ชื่อว่า อนุสาสนี.

แม้การกล่าวต่อหน้า ก็ชื่อว่า โอวาท

การส่ง (ข่าว) ไปกล่าวลับหลัง ชื่อว่า อนุสาสนี.

การกล่าวในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า โอวาท.

ส่วนการกล่าวในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นหรือยังไม่เกิดขึ้น

ชื่อว่า อนุสาสนี.

พึงทราบความแปลกกันอย่างนี้.

 

แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์

คำว่า โอวาท หรืออนุสาสนีนั้น เป็นอันเดียวกัน

มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เข้ากันได้ เกิดร่วมกันนั้นนั่นแล.

 

ก็ในที่นี้ คำว่าภิกษุทั้งหลาย

หากภิกษุเสพเมตตาจิต แม้เพียงลัดนิ้วมือเดียว

นี้แล เป็นคำสอนและเป็นโอวาทของพระศาสนา

พึงทราบว่า ภิกษุนั้น ชื่อว่า ผู้ทำตามคำสอน

และผู้สนองโอวาท เพราะปฏิบัติคำสอนและโอวาทนั้น.

 

บทว่า  อโมฆํ  แปลว่า ไม่เปล่า.

 

บทว่า  รฏฺฐปิณฺฑํ  ความว่า บิณฑบาต (อาหาร) นั่นแล

ท่านเรียกว่า รัฏฐบิณฑะ (ก้อนข้าวของชาวแคว้น)

เพราะอาหารนั้น ภิกษุผู้สละเครือญาติ

อาศัยชาวแว่นแคว้น บวชแล้วได้จากเรือนของคนอื่น.

 

บทว่า  ปริภุญฺชติ  ความว่า บริโภค มี ๔ อย่าง คือ

เถยยบริโภค อิณบริโภค ทายัชชบริโภค สามิบริโภค.

ในบริโภค ๔ อย่างนั้น

การบริโภคของผู้ทุศีล ชื่อว่า  เถยยบริโภค.

การบริโภคปัจจัยที่ไม่ได้พิจารณาของผู้มีศีล ชื่อว่า  อิณบริโภค.

การบริโภคของพระเสขบุคคล ๗ จำพวก

ชื่อว่า  ทายัชชบริโภค.

การบริโภคของพระขีณาสพ ชื่อว่า  สามิบริโภค.

ใน ๔ อย่างนั้น

การบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้นนี้ ของภิกษุนี้

ย่อมไม่เสียเปล่าด้วยเหตุ ๒ ประการ.

ภิกษุผู้เสพเมตตาจิตแม้เพียงลัดนิ้วมือเดียว

ชื่อว่าเป็นเจ้าของก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้นบริโภค

แม้เพราะเหตุนั้น

การบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้นของภิกษุนั้น ชื่อว่า ไม่เสียเปล่า.

ทานที่เขาให้แก่ภิกษุผู้เสพเมตตาแม้เพียงลัดนิ้วมือเดียว

ย่อมมีความสำเร็จมาก มีผลมาก มีอานิสงส์มาก

มีความรุ่งเรืองมาก มีความกว้างขวางมาก

เพราะเหตุนั้น การบริโภคข้าวของชาวแคว้นของภิกษุนั้น

ไม่เป็นโมฆะ ไม่เสียเปล่า

 

บทว่า  โก ปน วาโท เย นํ พหุลีกโรนฺติ  ความว่า

ควรกล่าวได้แท้ในข้อนี้ว่า

ภิกษุเหล่าใด ส้องเสพ เจริญให้มาก ทำบ่อย ๆ ซึ่งเมตตาจิตนี้

ภิกษุเหล่านั้น ย่อมบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น ไม่เสียเปล่า

เพราะภิกษุ เห็นปานนี้

ย่อมเป็นเจ้าของก้อนข้าวชาวแว่นแคว้น ไม่เป็นหนี้ เป็นทายาทบริโภค.

 

จบ อรรถกถาสูตรที่ ๓

(อรรถกถาสูตรที่ ๓)

มมร. เล่ม 32 หน้า 112-123 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 95-104 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/32-112-14.html

 

--------------------------------------------------------------------------------------

 

“เหตุและปัจจัยที่ทำให้

พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้นาน

และพระสัทธรรมไม่ดำรงอยู่นาน

เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว”

 

“พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนกิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว

พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในศาสดา

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในธรรม

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในสงฆ์

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในสิกขา

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงกันและกัน

ดูก่อนกิมพิละ

นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย

เครื่องให้พระสัทธรรมไม่ดำรงอยู่นาน

ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.”

 

“ดูก่อนกิมพิละ

เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว

พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในศาสดา

เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในธรรม

เป็นผู้มีความเคารพมีความยำเกรงในสงฆ์

เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในสิกขา

เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงกันและกัน

ดูก่อนกิมพิละ

นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย

เครื่องให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้นาน

ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.”

 

๑. กิมพิลสูตร

ว่าด้วยเหตุปัจจัยทำให้ศาสนาเสื่อม

 

[๒๐๑]  สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า

ประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันใกล้เมืองกิมิลา

ครั้งนั้น ท่านพระกิมพิละ

ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ

ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้นแล้วได้ทูลถามว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัย

เครื่องให้พระสัทธรรมไม่ดำรงอยู่นาน

ในเมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนกิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว

พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในศาสดา

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในธรรม

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในสงฆ์

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงในสิกขา

เป็นผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงกันและกัน

 

ดูก่อนกิมพิละ

นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย

เครื่องให้พระสัทธรรมไม่ดำรงอยู่นาน

ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.

 

กิม.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้นาน

ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.

 

พ.   ดูก่อนกิมพิละ

เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว

พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในศาสดา

เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในธรรม

เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในสงฆ์

เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในสิกขา

เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงกันและกัน

 

ดูก่อนกิมพิละ

นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย

เครื่องให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ได้นาน

ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.

 

จบกิมพิลสูตรที่  ๑

 

ปัญจมปัณณาสก์

กิมพิลวรรควรรณนาที่ ๑

อรรถกถากิมพิลสูตร

 

พึงทราบวินิจฉัยในกิมพิลสูตรที่ ๑

แห่งปัณณาสก์ที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :-

 

บทว่า  กิมฺพิลายํ  ได้แก่ ในเมืองที่มีชื่ออย่างนี้.

 

บทว่า  เวฬุวเน  คือ ในป่ามุขจลินท์.

 

บทว่า  เอตทโวจ  ได้ยินว่า

พระเถระนี้ เป็นบุตรเศรษฐีในเมืองนั้น

บวชในสำนักของพระศาสดา ได้บุพเพนิวาสญาณ

พระเถระนั้น เมื่อระลึกถึงขันธสันดานสืบต่อขันธ์อันตนเคยอยู่แล้ว

บวชแล้ว ในเวลาที่ศาสนาของพระกัสสปทศพลเสื่อม.

 

เมื่อบริษัท ๔ ทำความไม่เคารพในศาสนาอยู่

จึงพาดบันไดขึ้นภูเขา ทำสมณธรรมบนภูเขานั้น

ได้เห็นความที่ตนเคยอยู่แล้ว.

 

ท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว

หมายจะทูลถามถึงเหตุนั้นดังนี้

แล้วจึงได้กราบทูลคำเป็นต้นว่า

โก   นุ  โข  ภนฺเต  ดังนี้

กะพระศาสดานั้นอย่างนี้.

 

บทว่า  สตฺถริ  อคารวา  วิหรนฺติ  อปฺปติสฺสา  ความว่า

ย่อมไม่ตั้งความเคารพและความเป็นใหญ่ไว้ในพระศาสดา.

แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.

 

ในบทเหล่านั้น

ภิกษุเมื่อเดินกั้นร่ม สวมรองเท้าที่ลานพระเจดีย์ เป็นต้นก็ดี

พูดเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์มีประการต่าง ๆ ก็ดี

ชื่อว่า ไม่เคารพในพระศาสดา.

 

อนึ่ง นั่งหลับในโรงฟังธรรมก็ดี

พูดเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์มีประการต่าง  ๆ ก็ดี

ชื่อว่า ไม่เคารพในพระธรรม.

 

เมื่อพูดถึงเรื่องต่าง ๆ ยกแขนส่ายในท่ามกลางสงฆ์

ไม่ทำการยำเกรงในภิกษุผู้เถระ

ผู้นวกะ (ผู้ใหม่) และผู้มัชฌิมะ (ผู้ปานกลาง)

ชื่อว่า ไม่เคารพในสงฆ์อยู่.

 

เมื่อไม่ทำสิกขาให้บริบูรณ์

ชื่อว่า ไม่เคารพในสิกขา

 

เมื่อทำการทะเลาะบาดหมางเป็นต้น

กะกันและกัน

ชื่อว่า ไม่เคารพกันและกัน.

 

จบอรรถกถากิมพิลสูตรที่  ๑

(กิมพิลสูตร)

มมร. เล่ม 36 หน้า 446-448 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 439-441 (ปกสีแดง)

http://www.tripitaka91.com/36-446-2.html

 

---------------------------------------------------------------------------------------

 

รวมเรื่อง พระภิกษุและสามเณร ห้ามรับ ให้รับ

หรือยินดีทองเงินอันเขาเก็บไว้ให้ และเรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

http://www.d-study.com/index.php/th/mediagiveawayevent/00/823-sum

 

https://1drv.ms/b/s!AndLB6Ed5-A-gbsNWJaa_PTjRst5_A

 

รวมเรื่องโยม เตือนหรือขับไล่ พระภิกษุ ก็ได้ (ถ้าพระผิด)

และเรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

https://1drv.ms/b/s!AndLB6Ed5-A-gbpwchEk2prUGnOPFw

D-study.com

Follow Us

facebook FaceBook

Twitter

phone 0894453994

Rss RSS

E-mail Email