ปาราชิกอาบัติพึงมีแก่ภิกษุผู้หลอกลวงฉ้อเอาหรือขู่กรรโชก คือ แสดงภัย ถือเอาทรัพย์เป็นของชนเหล่านั้น ด้วยอาการ ๕ อย่าง

ข้อมูลจาก พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย (พิมพ์ พ.ศ. 2525) (ปกสีน้ำเงิน) และ (พิมพ์ พ.ศ. 2546) (ปกสีแดง)

 

“ปาราชิกอาบัติพึงมีแก่ภิกษุ

ผู้หลอกลวงฉ้อเอา

หรือขู่กรรโชก คือ แสดงภัย

ถือเอาทรัพย์เป็นของชนเหล่านั้น

ด้วยอาการ ๕ อย่าง”

 

เล่ม 2 หน้า 12,14,30,98,108,109 และ 226-227 (ปกสีน้ำเงิน)

/ หน้า 11,13,29,96-97,106,107 และ 213 (ปกสีแดง)

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒

 

เล่ม 2 หน้า 12 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 11 (ปกสีแดง)

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒

 

พระอนุบัญญัติ

 

๒. ก. อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้

ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี

พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ประหารเสียบ้าง

จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า

เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ดังนี้

ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด

ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น

แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.

http://www.tripitaka91.com/2-12-1.html

 

เล่ม 2 หน้า 14 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 13 (ปกสีแดง)

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒

 

[๘๘] ที่ชื่อว่า  เห็นปานนั้น  คือ

หนึ่งบาทก็ดี ควรแก่หนึ่งบาทก็ดี เกินกว่าหนึ่งบาทก็ดี.

บทว่า  ถือเอา  คือ ตู่ วิ่งราว ฉ้อ ยังอิริยาบถให้กำเริบ

ให้เคลื่อนจากฐาน ให้ล่วงเลยเขตหมาย.

http://www.tripitaka91.com/2-14-18.html

 

เล่ม 2 หน้า 108 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 106 (ปกสีแดง)

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒

 

ส่วนความประกอบอำนาจเอกภัณฑะ พึงทราบดังนี้ :-

ทาสก็ดี สัตว์ดิรัจฉานก็ดี ซึ่งมีเจ้าของ

ภิกษุตู่เอาก็ดี ลักไปก็ดี ฉ้อไปก็ดี

ให้อิริยาบถกำเริบก็ดี ให้เคลื่อนจากฐานก็ดี

ให้ก้าวล่วงเลยที่กำหนดไปก็ดี

โดยนัยมีตู่เอา เป็นต้น ตามที่กล่าวแล้ว.

นี้เป็นความประกอบด้วยอำนาจเอกภัณฑะ

ในบทว่า  อาทิเยยฺย  เป็นต้นนี้.

http://www.tripitaka91.com/2-108-9.html

 

เล่ม 2 หน้า 109 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 107 (ปกสีแดง)

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒

 

[ ปัญจกะ ๕ หมวด ๆ ละ ๕ ๆ รวมเป็นอวหาร ๒๕ ]

 

ที่ชื่อว่า ปัญจกะ ๕ คือ

หมวดแห่งอวหาร ๕

ที่กำหนดด้วยภัณฑะต่างกันเป็นข้อต้น ๑

หมวดแห่งอวหาร ๕

ที่กำหนดด้วยภัณฑะชนิดเดียวเป็นข้อต่าง ๑

หมวดแห่งอวหาร ๕

ที่กำหนดด้วยอวหารที่เกิดแล้วด้วยมือของตนเป็นข้อต้น ๑

หมวดแห่งอวหาร ๕

ที่กำหนดด้วยบุพประโยคเป็นข้อต้น ๑

หมวดแห่งอวหาร ๕

ที่กำหนดด้วยการลักด้วยอาการขโมยเป็นข้อต้น ๑.

บรรดาปัญจกะทั้ง ๕ นั้น

นานาภัณฑปัญจกะ และเอกภัณฑปัญจกะ

ย่อมได้ด้วยอำนาจแห่งบทเหล่านี้ คือ

อาทิเยยฺย พึงตู่เอา ๑

หเรยฺย พึงลักไป ๑

อวหเรยฺย พึงฉ้อเอา ๑

อิริยาปถํ วิโกเปยฺย พึงยังอิริยาบถให้กำเริบ ๑

ฐานา จาเวยฺย พึงให้เคลื่อนจากฐาน ๑.

 

ปัญจกะทั้งสองนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบโดยนัย

ดังที่ข้าพเจ้าประกอบแสดงไว้แล้วในเบื้องต้นนั่นแล.

ส่วนบทที่ ๖ ว่า

สงเกตํ วีตินาเมยฺย ( พึงให้ล่วงเลยเขตกำหนดหมาย ) นั้น

เป็นของทั่วไปแก่ปริกัปปาวหาร และนิสสัคคิยาวหาร.

เพราะฉะนั้น พึงประกอบบทที่ ๖ นั้น

เข้าด้วยอำนาจบทที่ได้อยู่ในปัญจกะที่ ๓ และที่ ๕.

นานาภัณฑปัญจกะ และเอกภัณฑปัญจกะ

ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว.

http://www.tripitaka91.com/2-109-9.html

 

เล่ม 2 หน้า 30 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 29 (ปกสีแดง)

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒

 

อาการแห่งอวหาร

อาการ ๕ อย่าง

 

[๑๒๒]  ปาราชิกอาบัติ

พึงมีแก่ภิกษุผู้ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้

ด้วยอาการ ๕ อย่างคือ

ทรัพย์อันผู้อื่นหวงแหน ๑

มีความสำคัญว่าทรัพย์อันผู้อื่นหวงแหน ๑

ทรัพย์มีค่ามากได้ราคา ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ๑

ไถยจิตปรากฏขึ้น ๑

ภิกษุลูบคลำ ต้องอาบัติทุกกฎ

ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย

ให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก ๑.

http://www.tripitaka91.com/2-30-15.html

 

เล่ม 2 หน้า 226-227 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 213 (ปกสีแดง)

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒

 

[อรรถาธิบายอวหาร ๕ อย่าง]

 

จริงอยู่  ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง แอบทำโจรกรรมมีการตัดที่ต่อเป็นต้น

ลักทรัพย์ซึ่งมีเจ้าของ ในเวลากลางคืนหรือกลางวัน

หรือหลอกลวงฉ้อเอาด้วยเครื่องตวงโกง

และกหาปณะปลอมเป็นต้น,

อวหารของภิกษุรูปนั้นนั่นแล

ผู้ถือเอาทรัพย์นั้น พึงทราบว่า เป็นเถยยาวหาร,

ฝ่ายภิกษุใด ข่มเหงผู้อื่น คือ

กดขี่เอาด้วยกำลัง,

ก็หรือขู่กรรโชก คือ แสดงภัย

ถือเอาทรัพย์เป็นของชนเหล่านั้น

 

เหมือนพวกโจรผู้ฆ่าเชลย ทำประทุษกรรม

มีฆ่าคนเดินทางและฆ่าชาวบ้านเป็นต้น

(และ) เหมือนอิสรชน  มีพระราชาและมหาอำมาตย์

 

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์

เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 227

 

ของพระราชาเป็นต้น

ซึ่งทำการริบเอาเรือนของผู้อื่นด้วยอำนาจความโกรธ

และใช้พลการเก็บพลี เกินกว่าพลีที่ถึงแก่ตน,

อวหารของภิกษุนั้น ผู้ถือเอาอย่างนั้น

พึงทราบว่า เป็นปสัยหาวหาร

ส่วนอวหารของภิกษุผู้กำหนดหมายไว้แล้วถือเอา

ท่านเรียกว่า ปริกัปปาวหาร.

ปริกัปปาวหารนั้น มี ๒  อย่าง

เนื่องด้วยกำหนดหมายสิ่งของ และกำหนดหมายโอกาส.

http://www.tripitaka91.com/2-226-15.html

 

เล่ม 2 หน้า 98 (ปกสีน้ำเงิน) / หน้า 96-97 (ปกสีแดง)

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๒

 

สองบทว่า  ปญฺจมาสโก ปาโท  ความว่า

ครั้งนั้น ในกรุงราชคฤห์ ๒๐ มาสก เป็นหนึ่งกหาปณะ ;

เพราะฉะนั้น ห้ามาสกจึงเป็นหนึ่งบาท.

 

ด้วยลักษณะนั้น ส่วนที่สี่ของกหาปณะพึงทราบว่า เป็นบาทหนึ่ง ในชนบททั้งปวง.

ก็บาทนั้นแล พึงทราบด้วยอำนาจแห่งนีลกหาปณะของโบราณ

ไม่พึงทราบด้วยอำนาจแห่งกหาปณะ

นอกนี้ มีรุทระทามกะกหาปณะเป็นต้น.

 

[ พระพุทธเจ้าทุกองค์ปรับโทษถึงที่สุดเพียงบาทเดียว ]

 

แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว

ก็ทรงบัญญัติปาราชิกด้วยบาทนั้น

ถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะมีในอนาคต

ก็จักทรงบัญญัติปาราชิกด้วยบาทนั้น.

จริงอยู่ ความเป็นต่างกัน ในวัตถุปาราชิกหรือในปาราชิก

ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ย่อมไม่มี.

 

วัตถุแห่งปาราชิก ๔ ก็เหมือนกันนี้แหละ

ปาราชิก ๔ ก็เหมือนกันนี้แหละ ไม่มีหย่อนหรือยิ่งกว่านี้.

 

เพราะเหตุนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงติเตียนพระธนิยะแล้ว

เมื่อจะทรงบัญญัติทุติยปาราชิกด้วยบาทนั่นเทียว

จึงตรัสคำว่า  โย ปน ภิกฺขุ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ  เป็นต้น.

http://www.tripitaka91.com/2-98-7.html

D-study.com

Follow Us

facebook FaceBook

Twitter

phone 0894453994

Rss RSS

E-mail Email