รวมเรื่องพระภิกษุและสามเณร ห้ามรับ ให้รับ หรือยินดี ทอง-เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ และเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจาก พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย (พิมพ์ พ.ศ. 2525) (ปกสีน้ำเงิน)

 

รวมเรื่องพระภิกษุและสามเณร ห้ามรับ ให้รับ หรือยินดี ทอง-เงิน

อันเขาเก็บไว้ให้ และเรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

 

พระบัญญัติ ห้ามภิกษุ รับ ให้รับ หรือยินดีทองและเงิน อันเขาเก็บไว้ให้

(โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 8)(เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร)

มมร. เล่ม 3 หน้า 940

http://www.tripitaka91.com/3-940-16.html

 

พระบัญญัติ ห้ามภิกษุ ซื้อขายด้วยเงินมีประการต่างๆ

(โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 9)(เรื่องพระฉัพพัคคีย์)

มมร. เล่ม 3 หน้า 959

http://www.tripitaka91.com/3-959-17.html

 

พระบัญญัติ ห้ามภิกษุแลกเปลี่ยนมีประการต่างๆ

(โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 10)(เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร)

มมร. เล่ม 3 หน้า 974

http://www.tripitaka91.com/3-974-6.html

 

สามเณรก็ต้องเว้นจากรับทองและเงิน

(ทายัชชภาณวาร)

มมร. เล่ม 6 หน้า 284

http://www.tripitaka91.com/6-284-8.html

(อรรถกถาบรรพชาวินิจฉัย)

มมร. เล่ม 6 หน้า 82

http://www.tripitaka91.com/6-82-11.html

 

ความยินดีรับทองและเงินนี้เป็นอุปกิเลสแห่งสมณพราหมณ์

(อุปกิเลสสูตร)

มมร. เล่ม 35 หน้า 174

http://www.tripitaka91.com/35-174-14.html

 

ว่าด้วยทองและเงิน ไม่สมควรแก่สมณศากยบุตร

(มณิจูฬกสูตร)

มมร. เล่ม 29 หน้า 212

http://www.tripitaka91.com/29-212-1.html

 

ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรโดยแท้

(เรื่องนายบ้านชื่อมณีจูฬกะ)

มมร. เล่ม 9 หน้า 535

http://www.tripitaka91.com/9-535-3.html

 

จุลศีล

(สามัญญผลสูตร)

มมร. เล่ม 11 หน้า 309

http://www.tripitaka91.com/11-309-8.html

 

เงินและทอง แม้เขาทำเป็นรูปพรรณทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนามาส

(เตรสกัณฑวรรณนา)

มมร. เล่ม 3 หน้า 176

http://www.tripitaka91.com/3-176-14.html

 

อนึ่ง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งยินดีทองและเงิน ไม่งดเว้นจากการรับทองและเงิน

นี้เป็นเครื่องเศร้าหมองของสมณพราหมณ์ข้อที่สาม

ซึ่งเป็นเหตุให้สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง

เศร้าหมอง ไม่มีสง่า ไม่ผ่องใส ไม่ไพโรจน์

(สัตตสติกขันธกะ)

มมร. เล่ม 9 หน้า 533

http://www.tripitaka91.com/9-533-18.html

 

ภิกษุใดยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน

มโนสมาจารของภิกษุนั้นชื่อว่า ไม่บริสุทธิ์

(อรรถกถามหาอัสสปุรสูตร)

มมร. เล่ม 19 หน้า 223

http://www.tripitaka91.com/19-223-22.html

 

ที่ชื่อว่า ทอง ตรัสหมายทองคำ

 

ที่ชื่อว่า เงิน ได้แก่ กหาปณะ มาสกที่ทำด้วยโลหะ

มาสกที่ทำด้วยไม้ มาสกที่ทำด้วยครั่ง

ซึ่งใช้เป็นมาตราสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้.

(โกสิยวรรคสิกขาบทที่ ๘)

มมร. เล่ม 3 หน้า 941

http://www.tripitaka91.com/3-941-17.html

 

...

บทว่า  ชาตรูปรชตํ  นี้

คำว่า  ชาตรูป  เป็นชื่อแห่งทองคำ.

ก็เพราะทองคำนั้นเป็นเช่นกับพระฉวีวรรณแห่งพระตถาคต;

เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในบทภาชนะว่า

ท่านเรียกพระฉวีวรรณของพระศาสดา.

เนื้อความแห่งบทภาชนะนั้นว่า

โลหะพิเศษมีสีเหมือนพระฉวีวรรณของของพระศาสดา

นี้ชื่อว่า  ชาตรูป  (ทองคำธรรมชาติ).

 

ส่วนเงินท่านเรียกว่า รูปิยะ.

ในคำทั้งหลายว่า สังข์ ศิลา ประพาฬ เงิน ทอง เป็นต้น.

แต่ในสิกขาบทนี้

ท่านประสงค์เอากหาปณะเป็นต้นอย่างใดอย่างอย่างหนึ่ง

ที่ให้ถึงการซื้อขายได้.

เพราะเหตุนั้นนั่นแล ในบทภาชนะแห่งบทว่า  รชตํ  นั้น

ท่านจึงกล่าวคำว่า กหาปณะ โลหมาสก ดังนี้ เป็นต้น.

 

[อธิบายวัตถุแห่งนิสสัคคีย์และทุกกฏ]

 

บรรดาบทว่า  กหาปณะ  เป็นต้นนั้น

กหาปณะที่เขาทำด้วยทองคำก็ดี ทำด้วยเงินก็ดี

กหาปณะธรรมดาก็ดี ชื่อว่า  กหาปณะ.

 

มาสกที่ทำด้วยแร่ทองแดงเป็นต้น

ชื่อว่า  โลหมาสก.

 

มาสกที่ทำด้วยไม้แก่นก็ดี ด้วยข้อไม้ไผ่ก็ดี

โดยที่สุดแม้มาสกที่เขาทำด้วยใบตาลสลักเป็นรูป

ก็ชื่อว่า  มาสกไม้.

 

มาสกที่เขาทำด้วยครั่งก็ดี ด้วยยางก็ดี

ดุนให้เกิดรูปขึ้น ชื่อว่า  มาสกยาง.

 

ก็ด้วยบทว่า  เย โวหารํ คจฺฉนฺติ  นี้

ท่านสงเคราะห์เอามาสกทั้งหมด

ที่ใช้เป็นมาตราซื้อขายในชนบท ในเวลาซื้อขายกัน

โดยที่สุดทำด้วยกระดูกบ้าง ทำด้วยหนังบ้าง

ทำด้วยเมล็ดผลไม้บ้าง ดุนให้เป็นรูปบ้าง มิได้ดุนให้เป็นรูปบ้าง.

...

(พรรณนารูปิยสิกขาบท)

มมร. เล่ม 3 หน้า 945

http://www.tripitaka91.com/3-945-6.html

 

...

วัตถุทั้ง ๔ อย่าง คือ เงิน ทอง ทั้งหมดนี้อย่างนี้

(และ) มาสกทอง มาสกเงิน มีประเภทดังกล่าวแล้วแม้ทั้งหมด

จัดเป็นวัตถุแห่งนิสสัคคีย์,

 

วัตถุนี้ คือ มุกดา มณี ไพฑูรย์ สังข์ ศิลา ประพาฬ

ทับทิม บุพราคัม ธัญชาติ ๗ ชนิด ทาสหญิง ทาสชาย

นาไร่ สวนดอกไม้ สวนผลไม้เป็นต้น

จัดเป็นวัตถุแห่งทุกกฏ.

 

วัตถุนี้ คือ ด้าย ผาลไถ ผืนผ้า ฝ้ายอปรัณชาติมีอเนกประการ

และเภสัช มีเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยงบเป็นต้น

จัดเป็นกัปปิยวัตถุ.

 

บรรดานิสสัคคิยวัตถุและทุกกฎวัตถุนั้น

ภิกษุจะรับนิสสัคคิยวัตถุเพื่อประโยชน์ตนเอง

หรือเพื่อประโยชน์แก่สงฆ์ คณะบุคคลและเจดีย์เป็นต้น

ย่อมไม่ควร,

เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง.

เป็นทุกกฎแก่ภิกษุผู้รับเพื่อประโยชน์แก่สิ่งที่เหลือ

เป็นทุกกฏอย่างเดียว แก่ภิกษุผู้รับทุกกฏวัตถุ เพื่อประโยชน์ทุกอย่าง,

ไม่เป็นอาบัติในกัปปิยวัตถุ.

เป็นปาจิตตีย์ด้วยอำนาจที่มาในรัตนสิกขาบทข้างหน้า

แก่ภิกษุผู้รับวัตถุมีเงินเป็นต้นแม้ทั้งหมด

ด้วยหน้าที่แห่งภัณฑาคาริกเพื่อต้องการจะเก็บไว้

(พรรณนารูปิยสิกขาบท)

มมร. เล่ม 3 หน้า 946

http://www.tripitaka91.com/3-946-6.html

 

ภิกษุรับเองก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองและเงิน

เพื่อประโยชน์แก่ตน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

รับเองก็ดี ให้รับเองก็ดี เพื่อประโยชน์แก่สงฆ์

คณะ บุคคล เจดีย์ และนวกรรม เป็นทุกกฏ.

(รัตนสิกขาบทที่ ๒)

มมร. เล่ม 4 หน้า 816

http://www.tripitaka91.com/4-816-14.html

 

ถ้าชาวนาทั้งหลายนำกหาปณะมากล่าวว่า

กหาปณะเหล่านี้พวกผมนำมาเพื่อสงฆ์,

และภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง กล่าวว่า

ท่านจงนำผ้ามาด้วยกหาปณะเท่านี้,

จงจัดข้าวยาคูเป็นต้นด้วยกหาปณะประมาณเท่านี้

ด้วยความสำคัญว่า สงฆ์ไม่รับกหาปณะ

สิ่งของที่พวกเขานำมา เป็นอกัปปิยะแก่พวกภิกษุทั่วไป.

ถามว่า เพราะเหตุไร

ตอบว่า เพราะภิกษุจัดการกหาปณะ.

(พรรณนาราชสิกขาบทในอรรถกถาพระวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา)

มมร. เล่ม 3 หน้า 869

http://www.tripitaka91.com/3-869-8.html

 

...

ด้วยว่าในกาลภายหน้า พวกภิกษุอลัชชีเห็นแก่ปัจจัย จักมีมาก

พวกเหล่านั้น จักพากันแสดงธรรมเทศนาที่ตถาคต

กล่าวติเตียนความละโมภในปัจจัยไว้แก่ชนเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น

จักไม่สามารถแสดงให้พ้นจากปัจจัยทั้งหลาย

แล้วตั้งอยู่ในฝ่ายธรรมนำสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ มุ่งตรงสู่พระนิพพาน

ชนทั้งหลายก็จะฟังความสมบูรณ์แห่งบทละพยัญชนะ และสำเนียงอันไพเราะอย่างเดียว เท่านั้น

แล้วจักถวายเอง และยังชนเหล่าอื่นให้ถวาย ซึ่งปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น อันมีค่ามาก

ภิกษุทั้งหลายอีกบางพวก จักพากันนั่งในที่ต่าง ๆ มีท้องถนน สี่แยก และประตูวัง เป็นต้น

แล้วแสดงธรรมแลกรูปิยะ มีเหรียญกษาปณ์ ครึ่งกษาปณ์ เหรียญบาท เหรียญมาสก เป็นต้น

โดยประการฉะนี้ ก็เป็นเอาธรรมที่ตถาคตแสดงไว้ มีมูลค่าควรแก่พระนิพพาน

ไปแสดงแลกปัจจัย ๔ และรูปิยะ มีเหรียญกษาปณ์และเหรียญ ครึ่งกษาปณ์เป็นต้น

(อรรถกถามหาสุบินชาดกที่ ๗)

มมร. เล่ม 56 หน้า 230

http://www.tripitaka91.com/56-230-10.html

 

วิธีเสียสละรูปิยะ

(โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘)

มมร. เล่ม 3 หน้า 942

http://www.tripitaka91.com/3-942-1.html

 

ปัจจัยที่ได้จากรูปิยะที่ภิกษุรับ ไม่ควรแก่เธอผู้รับ

(พรรณนารูปิยสิกขาบท)

มมร. เล่ม 3 หน้า 949

http://www.tripitaka91.com/3-949-3.html

 

ความพิสดารว่า ภิกษุใด รับเอารูปิยะ

แล้วจ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น,

ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้น แล้วให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น.

บาตรนี้ ชื่อว่า เป็นมหาอกัปปิยะ

ภิกษุนั้นไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ.

(พรรณนารูปิยสัพโยหารสิกขาบท)

มมร. เล่ม 3 หน้า 968

http://www.tripitaka91.com/3-968-14.html

 

พระพุทธเจ้าเปรียบเงินเหมือนอสรพิษร้าย

(เรื่องชาวนา)

มมร. เล่ม 41 หน้า 200

http://www.tripitaka91.com/41-200-6.html

 

[ว่าด้วยกัปปิยการกและไวยาวัจกร]

(พรรณนาราชสิกขาบทในอรรถกถาพระวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา)

มมร. เล่ม 3 หน้า 859

http://www.tripitaka91.com/3-859-18.html

 

วิธีปฏิบัติในเรื่องเงินและทองที่มีผู้ถวาย

(พรรณนาราชสิกขาบทในอรรถกถาพระวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา)

มมร. เล่ม 3 หน้า 863

http://www.tripitaka91.com/3-863-13.html

 

มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย

ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส

เขามอบเงินทองไว้ในมือกัปปิยการกสั่งว่า

สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า

ขอท่านจงถวายสิ่งนั้นด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เราอนุญาตให้ยินดีของอันเป็นกัปปิยะ

จากกัปปิยภันฑ์นั้นได้

แต่เรามิได้กล่าวว่า

พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงิน โดยปริยายไร ๆ เลย.

(เรื่องเมณฑกะคหบดี)

มมร. เล่ม 7 หน้า 149

http://www.tripitaka91.com/7-149-3.html

 

จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

มมร. เล่ม 3 หน้า 844

http://www.tripitaka91.com/3-844-1.html

 

สมุฏฐานของอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

(สมุฏฐาน)

มมร. เล่ม 10 หน้า 888

http://www.tripitaka91.com/10-888-1.html

 

วิเคราะห์ปาราชิก , สังฆาทิเสส , อนิยต , ถุลลัจจัย , นิสสัคคิยะ ,

ปาจิตตีย์ ,ปาฏิเทสนียะ , ทุกกฎ , ทุพภาสิต, เสขิยะ

(คาถาสังคณิกะ)

มมร. เล่ม 10 หน้า 606

http://www.tripitaka91.com/10-606-1.html

 

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่บัญญัติสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้

จักไม่เพิกถอนสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว

ยังจักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ตามที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว

หาความเสื่อมมิได้.”

(มหาปรินิพพานสูตร)

มมร. เล่ม 13 หน้า 240

http://www.tripitaka91.com/13-240-12.html

 

ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า

ดูก่อนอานนท์

บางที่พวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า

ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงแล้ว

พระศาสดาของพวกเราไม่มี

ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น

ธรรมก็ดีวินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ

ธรรมและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา

(มหาปรินิพพานสูตร)

มมร. เล่ม 13 หน้า 320

http://www.tripitaka91.com/13-320-17.html

 

พระขีณาสพต้องอาบัติ … เมื่อต้องทางใจ ก็ต้อง (เพราะ) รับรูปิยะ.

มมร. เล่ม 34 หน้า 457

http://www.tripitaka91.com/34-457-7.html

D-study.com

Follow Us

facebook FaceBook

Twitter

phone 0894453994

Rss RSS

E-mail Email