ภิกษุพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้

  ข้อมูลจาก พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เล่ม ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย (พ.ศ. 2525) (ปกสีน้ำเงิน)

 

ภิกษุพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้

 

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่บัญญัติสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้

จักไม่เพิกถอนสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว

ยังจักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ตามที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.”

 

เล่ม 13 หน้า 239-247

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑

 

บางส่วนของ มหาปรินิพพานสูตร

 

ภิกขุอปริหานิยธรรม ๗

 

[๗๐] ครั้งนั้นแล เมื่อวัสสการพราหมณ์

มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ กลับไปแล้วไม่นาน

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า

ดูก่อนอานนท์ เธอจงไป

ภิกษุทั้งหลายมีจำนวนเท่าใดอยู่อาศัยกรุงราชคฤห์

เธอจงให้ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด ประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา

 

ท่านพระอานนท์กราบทูลรับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

อย่างนั้นพระเจ้าข้า

แล้วให้พระภิกษุตามจำนวนที่อาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ทั้งหมด

ประชุมกันในอุปัฏฐานศาลา แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถวายบังคมแล้ว ยืนอยู่ ณ ด้านหนึ่ง

ท่านพระอานนท์ผู้ยืนอยู่แล้ว ณ ด้านหนึ่งแล

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว

บัดนี้ เป็นเวลาซึ่งทรงเห็นเป็นกาลสมควร พระเจ้าข้า.

 

ครั้นนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุกจากอาสนะ

เสด็จดำเนินเข้าอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว

ครั้นประทับนั่งแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตจัก

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค

เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 240

 

แสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่เธอทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงฟัง จงทำไว้ในใจให้ดี

ตถาคตจักกล่าวดังนี้

 

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น

กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

พร้อมแล้ว พระเจ้าข้า.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำรัสต่อไปนี้.

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักประชุมกันเนือง ๆ

จักประชุมกันอยู่มาก ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักพร้อมเพรียงกันประชุม

จักพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม

จักพร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์พึงทำ

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่บัญญัติสิ่งที่ตถาคตมิได้บัญญัติไว้

จักไม่เพิกถอนสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว

ยังจักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ตามที่ตถาคตบัญญัติไว้แล้ว ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักสักการะและเคารพ นับถือ บูชา พระภิกษุทั้งหลาย

ผู้เป็นพระเถระผู้รู้กาลนาน ผู้บวชมาแล้วนาน

ผู้เป็นบิดาของสงฆ์ เป็นปริณายกของสงฆ์

และยังจักเชื่อถือโอวาทที่พึงฟังของท่านด้วย

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่ลุอำนาจของตัณหา อันมีปกติให้เกิดในภพใหม่

ที่เกิดขึ้นตลอดกาลเพียรไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค

เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 241

 

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังเป็นผู้มีความห่วงใยในเสนาสนะตามราวป่า

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักเข้าไปตั้งสติไว้เฉพาะตนว่า

ทำอย่างไร เพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย

ผู้มีศีลเป็นที่รักที่ยังไม่มาขอให้มา

และเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย

ผู้มีศีลเป็นที่รัก ที่มาแล้ว ขอให้อยู่สบาย ดังนี้

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้

ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย

และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกัน

ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

อปริหานิยธรรมอีก ๗ ประการ

 

[๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ

อีกหมวดหนึ่งแก่เธอทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงฟัง จงทำในใจให้ดี

ตถาคตจักกล่าว.

 

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลรับว่า

พร้อมแล้ว พระเจ้าข้า

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้ .-

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักไม่เป็นผู้มีการงานเป็นที่มายินดี

จักไม่ยินดีในการงาน

ไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความมีการงานเป็นที่มายินดี

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค 

เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 242

 

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่มีการพูดคุยกันเป็นที่มายินดี

จักไม่ยินดีในการพูดคุยกัน

ไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งการพูดคุยกัน

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่มีการหลับเป็นที่มายินดี

จักไม่ยินดีในการหลับ

จักไม่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความหลับ

ตลอดการเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่มีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นที่มายินดี

จักไม่ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

จักไม่ประกอบเนือง ๆ ในความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่เป็นผู้มีความปรารถนาลามก

จักไม่ลุอำนาจของความปรารถนาลามก

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่มีคนชั่วเป็นมิตร

จักไม่มีคนชั่วเป็นสหาย

จักไม่มีคนชั่วเป็นเพื่อน

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักไม่หยุดเสียในระหว่าง

ด้วยการบรรลุธรรมวิเศษเพียงขั้นต่ำ

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้

ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย

และภิกษุทั้งหลายจักเห็นดีร่วมกัน

ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค

เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 243

 

อปริหานิยธรรมอีก ๗ ประการ

 

[๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ

อีกหมวดหนึ่ง แก่เธอทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงฟัง จงทำในใจให้ดี

ตถาคตจักกล่าวดังนี้.

 

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลรับว่า

พร้อมแล้ว พระเจ้าข้า.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเป็นผู้มีศรัทธา

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

และภิกษุทั้งหลายยังจักเป็นผู้มีใจมีหิริ. . .

 

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ. . .

 

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเป็นผู้เป็นพหูสูตร. . .

 

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเป็นผู้ปรารภความเพียร. . .

 

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเป็นผู้มีสติเข้าไปตั้งไว้. . .

 

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเป็นผู้มีปัญญา ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้

ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย

และภิกษุทั้งหลายจักเห็นดีร่วมกัน

ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านั้น

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

อปริหานิยธรรมอีก ๗ ประการ

 

[๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ

อีกหมวดหนึ่ง แก่เธอทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงฟัง จงทำในใจให้ดี

  

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค

เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 244

 

ตถาคตจักกล่าวดังนี้. 

 

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลรับว่า

พร้อมแล้ว พระเจ้าข้า.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้ .-

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญสติสัมโพชฌงค์

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์.....

 

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์. . .

 

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเจริญปิติสัมโพชฌงค์. . .

 

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์. . .

 

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์. . .

 

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้

ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย

และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกัน

ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

อปริหานิยมธรรมอีก ๗ ประการ

 

[๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ

อีกหมวดหนึ่ง แก่เธอทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงฟัง จงทำไว้ในใจให้ดี

ตถาคตจักกล่าวดังนี้.

 

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น กราบทูลรับว่า

พร้อมแล้วพระเจ้าข้า.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้ .-

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค

เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 245

 

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็ภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญอนิจจสัญญา

(ความหมายรู้สังขารไม่เที่ยง)

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักเจริญอนัตตสัญญา. . .

 

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเจริญอสุภสัญญา. . .

 

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเจริญอาทีนวสัญญา. . .

 

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย. . .

ยังจักเจริญปหานสัญญา. . .

 

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย . . .

ยังจักเจริญวิราคสัญญา. . .

 

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

และภิกษุทั้งหลายยังจักเจริญนิโรธสัญญา

(ความหมายรู้ว่านิพพานเป็นที่ดับ)

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้

ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย

และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกัน

ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

อปริหานิยธรรมอีก ๖ ประการ

 

[๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ตถาคตจักแสดงอปริหานิยธรรม ๖ ประการ

อีกหมวดหนึ่ง แก่เธอทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจงฟัง จงทำไว้ในใจให้ดี

ตถาคตจักกล่าวดังนี้.

 

ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูลรับว่า

พร้อมแล้วพระเจ้าข้า.

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระดำรัสต่อไปนี้.-

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค

เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 246

 

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุทั้งหลาย

ยังจักเข้าไปทั้งกายกรรมมีเมตตา

ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย

ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักเข้าไปตั้งวจีกรรมมีเมตตา

ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย

ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักเข้าไปตั้งมโนกรรมมีเมตตา

ในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย

ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลาย

ยังจักเป็นผู้บริโภคปัจจัยที่แบ่งปันกัน

โดยลาภทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยชอบธรรม ได้มาโดยชอบธรรม

โดยที่สุดแม้เพียงภิกษานับเนื่องในบาตร

เป็นผู้บริโภคร่วมกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 

และศีลทั้งหลาย ที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ

ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไทย ท่านผู้รู้สรรเสริญ 

ตัณหาและทิฏฐิไม่แปดเปื้อน นำไปสู่สมาธิ

ภิกษุทั้งหลายยังจักถึงความเป็นผู้เสมอกัน

กับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย อยู่ในศีลเห็นปานนั้น

ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ ตลอดกาลเพียงไร 

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

และทิฏฐิที่เป็นอริยะเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์

ภิกษุทั้งหลายยังจักถึงความเป็นผู้เสมอกัน

กับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายด้วยทิฏฐิเห็นปานนั้น

ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับเพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวง

 

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค

เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 247

 

ของผู้กระทำนั้น ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็อปริหานิยธรรม ๖ ประการเหล่านี้

ยังจักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย

และภิกษุทั้งหลายยังจักเห็นดีร่วมกัน

ในอปริหานิยธรรม ๖ ประการเหล่านี้

ตลอดกาลเพียงไร

ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้ ฉะนี้แล.

 

http://www.tripitaka91.com/13-239-9.html

D-study.com

Follow Us

facebook FaceBook

Twitter

phone 0894453994

Rss RSS

E-mail Email